การเยือนครั้งนี้เผยให้เห็นว่า จีนกำลังขับเคลื่อน ‘ซอฟต์เพาเวอร์’ (Soft Power) ในยุค AI ด้วยแนวทางที่แตกต่างจากที่ผ่านมา เป้าหมายหลักของจีนไม่ใช่แค่การเป็นเจ้าเหนือหัวทางเทคนิค แต่คือการเป็น ‘ผู้กำหนดกฎกติกา’ ด้านธรรมาภิบาล จริยธรรม และบรรทัดฐานของโลก
กลยุทธ์ของจีนประกอบด้วยแกนหลัก 4 ประการ:
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรียกร้องให้มีความร่วมมือระดับโลกด้าน AI อย่างเข้มข้น พร้อมเตือนถึงอันตรายของการครอบงำโดยประเทศเดียว นี่เป็นท่าทีที่วางให้จีนเป็น ‘ผู้เล่นที่มีความรับผิดชอบ’ ที่ต้องการกฎกติกาที่เท่าเทียม ตรงข้ามกับภาพของสหรัฐฯ ที่ถูกมองว่าเป็น ‘เจ้าโลกที่ต้องการกีดกัน’
จีนโปรโมตโมเดล AI แบบโอเพนเวท (เปิดน้ำหนัก) และระบบนิเวศที่ทุกคนร่วมมือกัน แต่ในทางปฏิบัติ คณะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ (USCC) ที่เดินทางไปจีนพบว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนหลายแห่งปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ทำให้ช่องทางการติดต่อระหว่างนักวิจัยทั้งสองประเทศแคบลงอย่างมาก มีการประเมินกันว่า ‘ม่านเหล็ก’ กำลังหนาตัวขึ้นระหว่างระบบนิเวศ AI ของสหรัฐฯ และจีน
แผนที่หมึกวางชิปของหัวเว่ยไว้ที่ตำแหน่ง ‘ปากแม่น้ำ’ ซึ่งเป็นจุดคอขวดทางภูมิศาสตร์ นั่นเป็นสัญญะว่า การผลิตชิปในประเทศคือ ‘ประตู’ ที่การพัฒนา AI ทั้งหมดจะต้องผ่าน เสริมสร้างวาทกรรมของรัฐบาลจีนเกี่ยวกับการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีและการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์
การที่แผนที่ผลักประเด็นความเป็นส่วนตัว ความเป็นธรรม และจิตสำนึกของเครื่องจักรไปไว้ที่ขอบเป็น ‘เกาะที่ไร้ผู้สำรวจ’ สื่อความหมายว่า จีนยังไม่ได้กำหนดจุดยืนของตนในประเด็นเหล่านี้อย่างเป็นทางการ แต่กำลังสำรวจอย่างจริงจัง และตั้งใจจะเป็นผู้ ‘เดินเรือออกไป’ เพื่อสร้างแผนที่ให้โลกที่เหลือเดินตาม
การเยือนเซี่ยงไฮ้และแผนที่หมึกภาพนี้ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า จีนกำลังเล่นเกมใหญ่กว่าแค่การพัฒนา AI ให้เก่งขึ้น พวกเขากำลังสร้าง ‘วาทกรรม’ ที่ทำให้จีนดูเป็นศูนย์กลางที่ ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ ตามธรรมชาติของระบบนิเวศ AI โลก ในขณะที่รางวัลสูงสุดไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่อำนาจในการ เขียนกฎ กำหนดจริยธรรม และตั้งวาระโลก