โดยสรุป สหรัฐฯ เสนอ:
สื่อและนักวิเคราะห์ต่างลงความเห็นตรงกันว่า AI Spark คือ เครื่องมือตอบโต้การรุกคืบของโมเดล AI จีน ที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วภาครัฐและเศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กลยุทธ์ของสหรัฐฯ มีชื่อเรียกอย่างตรงไปตรงมา: "หยุดจีนไม่ให้เป็นซัพพลายเออร์ AI ชั้นนำของเอเชีย และรวมถึงของโลก"
การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จีนประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยกลยุทธ์ "AI Plus" และข้อเสนอจัดตั้ง World AI Cooperation Organization (WAICO) ซึ่งใช้โมเดลโอเพนซอร์ส ศูนย์ฝึกอบรม และความช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างมาตรฐานเทคโนโลยีของจีนให้ฝังรากลึกในประเทศกำลังพัฒนา
Hudson Institute ชี้ให้เห็นความต่างที่สำคัญ: สหรัฐฯ ขาย "ความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี" ในขณะที่จีนเสนอ "ผลประโยชน์ที่จับต้องได้ ราคาถูก และพร้อมใช้ทันที" ซึ่งเป็นช่องว่างที่ AI Spark ต้องพยายามอุด
คำตอบจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คือ ไม่เลือกใครทั้งนั้น หรือเลือกทั้งสองฝ่าย ประเทศในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มที่จะใช้กลยุทธ์ "ป้องกันความเสี่ยง" (hedging) หรือ "รับจากหลายแหล่ง" (multi-sourcing) เพื่อรักษาความยืดหยุ่นและไม่พึ่งพาเทคโนโลยีของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งมากเกินไป
การพยากรณ์ของนักวิเคราะห์มีรายละเอียดดังนี้:
การรับมาใช้แบบคู่ขนานอย่าง pragmatic: นักวิเคราะห์จาก SCMP และ CNBC คาดการณ์ว่าประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย และฟิลิปปินส์ จะใช้ ทั้งระบบ AI ของสหรัฐฯ และจีน ขึ้นอยู่กับความคุ้มค่าและลักษณะการใช้งาน โดยจีนอาจครองส่วนของการบริการสาธารณะที่อ่อนไหวด้านราคา ในขณะที่สหรัฐฯ จะครองงานที่ต้องการความปลอดภัยสูง
จีนมีแต้มต่อเรื่องราคาในระยะสั้น: ต้นทุนที่ถูกกว่าของโมเดลจีนเป็นแรงดึงดูดสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ "กระหายที่จะได้รับประโยชน์ทันที" AI Spark มีแรงจูงใจทางการเงินเพื่อชดเชยส่วนต่างนี้ แต่ช่องว่างด้านราคายังคงสูง
กลยุทธ์ที่แตกต่างตามระดับการพัฒนา: บทวิเคราะห์ในวารสาร Frontiers in Political Science แบ่งประเทศอาเซียนออกเป็นสามกลุ่ม :
ความเสี่ยงจากการถูกผูกมัด: The Diplomat เตือนว่า การที่ประเทศต่างๆ สร้างอนาคตดิจิทัลบนพื้นฐานของ AI จีน อาจนำไปสู่การพึ่งพามาตรฐานและโครงสร้างข้อมูลของปักกิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าผู้นำในภูมิภาคตระหนักถึงความเสี่ยงนี้ แต่ก็อาจยอมรับได้เพื่อแลกกับต้นทุนที่ต่ำในปัจจุบัน
ในระยะใกล้นี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จะไม่มีผู้ชนะที่เด็ดขาด การแข่งขันระหว่าง AI Spark ของสหรัฐฯ และโมเดลจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะดำเนินต่อไป รัฐบาลในภูมิภาคจะยังคงดำเนินกลยุทธ์แบบ "พหุภาคีและฉวยโอกาส" กล่าวคือ รับเงินและความช่วยเหลือทางเทคนิคจาก AI Spark ในขณะเดียวกันก็ยังคงนำโมเดลจีนราคาถูกมาใช้ในส่วนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
สมรภูมิแห่งนี้เป็นบททดสอบสำคัญว่า Soft Power และยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีของมหาอำนาจจะทำงานอย่างไรในโลกที่ประเทศเล็กและกำลังพัฒนากำลังเรียนรู้ที่จะเล่นเกมกับทั้งสองฝ่ายอย่างชาญฉลาด