STOXX 600 เป็นดัชนีหุ้นยุโรปในตลาดพัฒนาแล้ว ครอบคลุมบริษัท 600 แห่งจาก 17 ประเทศและ 11 อุตสาหกรรม จึงมักถูกใช้เป็นภาพรวมของตลาดหุ้นยุโรป การทำสถิติครั้งนี้เกิดขึ้นแม้ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายธนาคารกลางและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ต้นทางของแรงซื้อเริ่มจากตลาดสหรัฐฯ ในคืนก่อนหน้า หลัง Microsoft และ Amazon รายงานผลประกอบการที่ช่วยปลุกความเชื่อมั่นต่อการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลับมาอีกครั้ง
หุ้น Microsoft พุ่งประมาณ 15% จากการเติบโตที่แข็งแกร่งของธุรกิจคลาวด์ Azure และมุมมองแนวโน้มที่สดใส ขณะที่ Amazon เพิ่มขึ้นราว 14% หลังรายงานผลประกอบการโดดเด่น Microsoft ยังเปิดเผยว่ารายได้ไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ 2026 เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะ 90,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนกำไรต่อหุ้นแบบ non-GAAP เพิ่มขึ้น 23% เป็น 4.74 ดอลลาร์
การพุ่งขึ้นของ Microsoft ซึ่งเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 450,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนว่าเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจขยายตัวเร็วกว่าการสร้างกระแสเงินสด ความเชื่อมั่นดังกล่าวส่งต่อไปยังเอเชีย โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้พุ่งเกือบ 18% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายวันที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ นำโดย SK Hynix ที่พุ่งราว 30% และ Samsung Electronics ที่เพิ่มขึ้น 27%
ตลาดยุโรปจึงเปิดการซื้อขายในทิศทางเดียวกัน โดยนักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นเทคโนโลยีและชิปอย่างรวดเร็ว
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีใน STOXX 600 เพิ่มขึ้น 2.2% ในวันดังกล่าว โดยกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวหอกของการปรับขึ้น
แรงส่งของกลุ่มชิปไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันเดียว โดยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยุโรปปรับขึ้นรวม 69% ในไตรมาส 2 ปี 2026 และ Jefferies ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของ ASML และ STMicroelectronics เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม
นอกจากแรงหนุนจากบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ แล้ว ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยุโรปยังช่วยให้การปรับขึ้นของตลาดมีฐานรองรับมากขึ้น
Schneider Electric พุ่งประมาณ 11% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2026 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการอุปกรณ์สำหรับศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นตามการลงทุน AI บริษัทคาดว่ารายได้เติบโตแบบออร์แกนิกได้สูงสุด 13% จากเดิม 10% และคาดการณ์การเติบโตของ EBITA ที่ 14–19% จากกรอบเดิม 10–15% รายได้ช่วงครึ่งปีแรกทำสถิติสูงสุดที่ 21,200 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นแบบออร์แกนิก 14%
Crédit Agricole รายงานรายได้รายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,400 ล้านยูโร ขณะที่กำไรสุทธิส่วนของกลุ่มเพิ่มขึ้น 1.4% เป็น 2,050 ล้านยูโร ธนาคารยังประกาศแผนลงทุนด้าน AI มูลค่า 500 ล้านยูโร ส่งผลให้หุ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 2.9%
Engie เพิ่มขึ้นราว 5% หลังผลประกอบการครึ่งปีแรกดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมาย EBIT ทั้งปีเป็น 9,200–10,200 ล้านยูโร โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจซื้อขายก๊าซและรายได้ค่าธรรมเนียมโครงข่ายไฟฟ้าที่สูงขึ้น EBIT ช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 5,300 ล้านยูโร สูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ 5,100 ล้านยูโร
การทำสถิติของ STOXX 600 ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวปรับขึ้นพร้อมกัน
Melrose Industries ร่วง 9.3% และเป็นหุ้นที่ทำผลงานแย่ที่สุดในดัชนี หลังเจ้าของธุรกิจ GKN Aerospace รายงานกำไรก่อนหักภาษีช่วงครึ่งปีแรกลดลงอย่างมาก จาก 379 ล้านปอนด์เหลือ 89 ล้านปอนด์เมื่อเทียบกับปีก่อน บริษัทยังเตือนว่าจะมีต้นทุนเพิ่มเติม 25–30 ล้านปอนด์ในช่วงครึ่งหลังของปี หลังเกิดเหตุการณ์ที่โรงงาน Garden Grove ในรัฐแคลิฟอร์เนีย
ด้าน Siemens Healthineers ลดลง 3.3% หลังปรับลดคาดการณ์รายได้ เนื่องจากธุรกิจวินิจฉัยโรคยังคงอ่อนแอ
แม้ตลาดจะอยู่ในโหมดรับความเสี่ยง แต่นักลงทุนยังต้องจับตาข้อมูลเศรษฐกิจและนโยบายการเงินอย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลประมาณการเบื้องต้นของเงินเฟ้อยูโรโซน หรือ flash CPI มีกำหนดประกาศในวันเดียวกัน
ตัวเลขดังกล่าวอาจมีผลต่อเส้นทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) หากเงินเฟ้อยังเหนียวแน่น การลดดอกเบี้ยอาจถูกเลื่อนออกไป แต่หากการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ก็อาจเพิ่มแรงกดดันให้ ECB ต้องพิจารณาผ่อนคลายนโยบาย นอกจากนี้ ตลาดยังต้องรับมือกับการตัดสินใจของธนาคารกลางหลายแห่งในสัปดาห์เดียวกัน รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยีในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่ง Alphabet และ Meta เคยถูกเทขายอย่างหนัก ก่อนที่ผลประกอบการของ Microsoft และ Amazon จะช่วยพยุงความเชื่อมั่น ก็สะท้อนว่าการลงทุนในธีม AI ยังไม่ใช่เส้นทางที่ราบรื่น
การทำสถิติสูงสุดของ STOXX 600 ในวันที่ 31 กรกฎาคมจึงเป็นภาพของตลาดที่กลับมาเปิดรับความเสี่ยงอย่างชัดเจน ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สหรัฐฯ จุดกระแสซื้อหุ้น AI จากสหรัฐฯ สู่เอเชีย ก่อนส่งต่อมายังยุโรป ขณะที่ผลประกอบการแข็งแกร่งของ Schneider Electric, Crédit Agricole และ Engie ช่วยเสริมแรงให้ตลาดในภูมิภาค
เหตุการณ์นี้ยังตอกย้ำว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงธีมของหุ้นเทคโนโลยีโดยตรงอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลต่อบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล ผู้ผลิตชิป และแม้แต่ธนาคารในตลาดยุโรป อย่างไรก็ตาม ทิศทางเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยของ ECB และความสามารถของบริษัทต่าง ๆ ในการเปลี่ยนการลงทุน AI ให้เป็นรายได้และกระแสเงินสด จะเป็นบททดสอบสำคัญของตลาดในระยะต่อไป