| รายการ | ข้อมูล |
|---|---|
| ความยาว | ประมาณ 5 เมตร |
| น้ำหนัก | ประมาณ 115 กิโลกรัม |
| หัวรบ | ราว 20–150 กิโลกรัม โดยมีการระบุถึงหัวรบแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิด OFBCh-150 |
| ความเร็วเดินทาง | 520–560 กิโลเมตรต่อชั่วโมง |
| ความเร็วสูงสุด | 620–650 กิโลเมตรต่อชั่วโมง |
| พิสัยบิน | ประมาณ 350–500 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูล |
| ระบบขับเคลื่อน | เครื่องยนต์ไอพ่น Swiwin SW800Pro จากจีน ซึ่งมีรายงานว่าจำหน่ายทาง AliExpress ในราคาประมาณ 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ |
| ระบบนำทางและควบคุม | ระบบนำร่องเฉื่อยที่คาดว่ามีต้นกำเนิดจากจีน และโมดูลส่งข้อมูล RFD900x หรือรุ่นลอกเลียนแบบจากจีน |
จุดเด่นอีกประการคือความสามารถในการเลี้ยวในรัศมีแคบกว่าขีปนาวุธร่อนรัสเซียรุ่นมาตรฐาน เช่น Kh-101 หรือ 3M-14 ขณะยังคงบินตามรูปแบบของขีปนาวุธร่อนทั่วไป
สิ่งที่ทำให้ Banderol เป็นที่จับตาไม่ใช่เพียงราคาต่ำ แต่คือการพึ่งพาชิ้นส่วนจากต่างประเทศอย่างมาก หน่วยข่าวกรองยูเครนระบุว่าพบชิ้นส่วนที่ผลิตในต่างประเทศมากกว่า 20 รายการ รวมถึงไมโครชิปราว 20 ชิ้นจากบริษัทประมาณ 30 แห่ง
ชิ้นส่วนสำคัญที่มีการตรวจพบหรือระบุถึง ได้แก่
รายงานระบุว่าชิ้นส่วนจำนวนมากถูกส่งต่อผ่านเครือข่ายจัดจำหน่ายในรัสเซียที่ชื่อ “Chip and Dip” นอกจากนี้ ตัวอย่าง Banderol ที่ผลิตในปี 2026 ยังแตกต่างจากรุ่นปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่ารัสเซียยังคงปรับปรุงระบบต่อเนื่องแม้เริ่มนำไปใช้งานแล้ว
Banderol ไม่ได้จำกัดการใช้งานอยู่กับแท่นยิงแบบเดียว แพลตฟอร์มที่มีการเปิดเผยหรืออยู่ระหว่างการพัฒนา ได้แก่
การผลิตยังอาศัยผู้รับเหมาช่วงของรัสเซียประมาณ 25 ราย
การใช้ Banderol ทำให้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านอาหารและท่าเรือของยูเครนกลายเป็นประเด็นสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยรายงานหนึ่งระบุว่า ขีปนาวุธรุ่นนี้ถูกใช้ในราว 80% ของการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านอาหารในโอเดสซา ช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2026 จากการโจมตีทั้งหมด 16 ครั้ง
ผลกระทบที่มีการรายงาน ได้แก่
Banderol บินในระดับต่ำและมีขนาดเล็ก จึงมีลายเซ็นเรดาร์ไม่เด่นชัด ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศตรวจจับและสกัดกั้นได้ยากขึ้น
ข้อได้เปรียบอีกด้านคือ ต้นทุน หากรัสเซียสามารถผลิตอาวุธได้จำนวนมาก ก็อาจยิงเป็นชุดใหญ่เพื่อทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนต้องรับมือกับเป้าหมายหลายลูกพร้อมกัน ปัญหาคือระบบสกัดกั้นแต่ละชนิดมีต้นทุนและจำนวนจำกัด ขณะที่ Banderol ถูกออกแบบมาให้เป็นอาวุธที่ยอมเสียได้ในสนามรบ
ยูเครนใช้ทั้ง NASAMS, IRIS-T, Patriot และระบบยุคโซเวียตในการรับมือ แต่ลักษณะการบินต่ำและขนาดเล็กของขีปนาวุธทำให้ภารกิจดังกล่าวยังเป็นความท้าทาย
ยูเครนกำลังรับมือ Banderol หลายแนวทางพร้อมกัน ได้แก่
กรณีของ Banderol แสดงให้เห็นว่า มาตรการคว่ำบาตรอาจไม่ได้หยุดการผลิตอาวุธได้ทันที หากชิ้นส่วนเชิงพาณิชย์ยังไหลผ่านตัวกลางและเครือข่ายจัดจำหน่ายหลายชั้น สำหรับยูเครน การติดตามห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เครื่องยนต์ไปจนถึงไมโครชิปจึงเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้การยิงสกัดขีปนาวุธในอากาศ