แต่จากวันที่ประกาศแผนถึงวันที่ FIFA ถอนข้อเสนอ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 4 วัน
แรงต้านที่รุนแรงและชัดเจนที่สุดมาจาก UEFA องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลยุโรป ซึ่งประกาศว่าจะบอยคอตต์การแข่งขันทั้งหมดของ FIFA หากแผนเดินหน้าต่อ รวมถึงฟุตบอลโลก
UEFA เรียกข้อเสนอนี้ว่า “ไร้ความรับผิดชอบ” และระบุว่า “จิตวิญญาณและธรรมาภิบาลของฟุตบอลไม่ใช่สิ่งที่นำออกขายได้” พร้อมเตือนว่าแผนดังกล่าวกำลังก้าวข้าม “เส้นอันตราย” สมาคมฟุตบอลสมาชิก UEFA ทั้ง 55 แห่ง แสดงจุดยืนเป็นเอกฉันท์ในการปฏิเสธข้อเสนอ
หลังการประชุมฉุกเฉินเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม CONCACAF องค์กรฟุตบอลของอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน ซึ่งมีสมาชิก 41 แห่ง ประกาศปฏิเสธแผนดังกล่าว โดยแสดงความกังวลต่อกระบวนการที่ขาดการปรึกษาหารืออย่างเหมาะสม
ด้าน AFC หรือสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย ระบุว่าเป็นกังวลอย่างมากและรู้สึกว่าถูกทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว เพราะไม่ได้รับการปรึกษาก่อนการประกาศแผน
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม Real Madrid และ Juventus เข้าร่วมคัดค้านอย่างเป็นทางการ ตามรายงานของ Bloomberg โดยทั้งสองสโมสรตั้งคำถามว่า FIFA มีอำนาจตามกฎหมายหรือข้อบังคับองค์กรเพียงพอหรือไม่ที่จะโอนสิทธิ์เชิงพาณิชย์ของฟุตบอลโลกและทีมชาติไปยังบริษัทเอกชน แล้วขายหุ้นให้ผู้ลงทุนภายนอก
ฝั่งเยอรมนี เจ้าหน้าที่ฟุตบอลรวมถึง Bernd Neuendorf ประธานสมาคมฟุตบอลเยอรมนี หรือ DFB เรียกแผนนี้ว่าเป็น “การโจมตีฟุตบอลโดยตรง” และ “น่ารังเกียจ” ขณะที่สโมสรในบุนเดสลีกาก็มีท่าทีสอดคล้องกับการคัดค้าน
สัญญาณที่สะท้อนว่าแผนนี้กำลังสูญเสียการสนับสนุนภายใน FIFA อย่างชัดเจน คือการลาออกของ Carlos Cordeiro ที่ปรึกษาอาวุโสของ Infantino เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026
Cordeiro อดีตประธานสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐฯ และสมาชิกคณะทำงานด้านฟุตบอลโลกของทำเนียบขาว ลาออกโดยมีผลทันที เขายืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำข้อเสนอ และ “คัดค้านอย่างชัดเจนโดยไม่มีเงื่อนไข” พร้อมเรียก FFE ว่าเป็น “ข้อตกลงที่ไม่ดีต่อฟุตบอล”
เขาเป็นคนใน FIFA คนแรกที่ลาออกเพราะข้อเสนอนี้
อีกประเด็นที่ทำให้แผน FFE ถูกจับตามองมากขึ้น คือการคาดหมายว่า Joshua Kushner นักลงทุนชาวอเมริกันและน้องชายของ Jared Kushner บุตรเขยของ Donald Trump จะมีบทบาทผ่านบริษัทลงทุน Thrive Eternal หรือ Thrive Capital ซึ่งคาดว่าจะเป็นผู้นำกลุ่มผู้ลงทุนที่จะซื้อหุ้นส่วนน้อยใน FFE
ความเชื่อมโยงทางครอบครัวดังกล่าวทำให้เกิดคำถามเรื่องการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวใกล้ชิด Thrive Capital ปฏิเสธการทำให้แผนนี้เป็นเรื่องการเมือง และระบุว่า Joshua Kushner ไม่มีความเชื่อมโยงกับทำเนียบขาว
สโมสรอย่าง Real Madrid และ Juventus โต้แย้งว่า FIFA เป็นสมาคมสมาชิก ไม่ใช่บริษัทที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของฟุตบอลแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น FIFA จึงอาจไม่มีอำนาจตามกฎหมายหรือข้อบังคับองค์กรในการโอนสิทธิ์เชิงพาณิชย์ของฟุตบอลโลกและทีมชาติไปยังบริษัทแสวงหากำไร แล้วขายสัดส่วนการถือหุ้นให้เอกชน
ในมุมมองของฝ่ายคัดค้าน สิทธิ์เหล่านี้ถูกถือไว้เพื่อสมาคมสมาชิกและชุมชนฟุตบอลในวงกว้าง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้บริหาร FIFA จะตัดสินใจขายได้โดยลำพัง
สโมสรเป็นฝ่ายรับต้นทุนในโลกความเป็นจริงจากการแข่งขันของทีมชาติและรายการของ FIFA ทั้งความเสี่ยงที่นักเตะบาดเจ็บ ค่าเหนื่อยระหว่างที่นักเตะถูกเรียกตัว และโปรแกรมการแข่งขันที่แน่นขึ้น
ฝ่ายสโมสรจึงมองว่า หาก FIFA นำสิทธิ์เหล่านี้ไปขายหุ้นให้ผู้ลงทุนเอกชน สโมสรอาจถูกกันออกจากรายได้มากกว่าเดิม ทั้งที่ยังต้องรับภาระและความเสี่ยงหลักต่อไป
สมาพันธ์ฟุตบอลระดับทวีปหลายแห่งระบุว่า พวกเขาไม่ได้รับการปรึกษาก่อนที่แผนจะถูกประกาศ ฝ่ายคัดค้านยังมองว่าการเสนอเงินโดยตรงให้สมาคมสมาชิกแห่งละ 20 ล้านดอลลาร์ อาจเป็นการกดดันให้แต่ละสมาคมตัดสินใจสนับสนุน โดยไม่เปิดให้มีการถกเถียงอย่างเพียงพอ
คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน แต่รวมถึงว่าใครมีสิทธิ์ตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ของฟุตบอลโลก และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มใดควรมีเสียงในกระบวนการนี้
ภายในวันที่ 1 สิงหาคม แนวร่วมต่อต้านได้ขยายตัวจาก UEFA ไปยัง CONCACAF และ AFC ขณะเดียวกันก็มีการขู่บอยคอตต์จากยุโรป การลาออกจากคนใกล้ชิดใน FIFA และการตั้งคำถามด้านกฎหมายจากสโมสรชั้นนำอย่าง Real Madrid และ Juventus
แรงกดดันที่ประสานกันจากหลายฝ่ายทำให้แผน FFE เดินหน้าต่อได้ยาก Infantino จึงยกเลิกข้อเสนอ และ FIFA ยืนยันว่าจะถอนแผนจัดตั้งบริษัทดังกล่าว
ท้ายที่สุด แผนขายหุ้นฟุตบอลโลกไม่ได้พ่ายแพ้ต่อคู่แข่งเพียงรายเดียว แต่แพ้ต่อความเป็นเอกภาพที่เกิดขึ้นอย่างหาได้ยากในโลกฟุตบอล ตั้งแต่ UEFA, CONCACAF และ AFC ไปจนถึงสโมสรยักษ์ใหญ่และเจ้าหน้าที่ภายใน FIFA เอง