มีการประเมินว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ AI จะใช้หน่วยความจำมากถึง 70% ของชิปหน่วยความจำที่ผลิตทั่วโลกในปี 2026 ขณะเดียวกัน HBM ใช้กำลังการผลิตเวเฟอร์ DRAM แล้ว 23% เพิ่มขึ้นจากระดับหลักหน่วยเมื่อราว 2 ปีก่อน
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังทำสัญญาระยะหลายปีพร้อมจ่ายในราคาพรีเมียม เพื่อรับประกันการจัดส่งชิปสำหรับโครงการ AI ของตนเอง การล็อกอุปทานล่วงหน้าเช่นนี้ยิ่งทำให้ตลาดซื้อขายทันทีสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคมีชิปเหลือน้อยลง
ผลที่ตามมาคือ ราคาหน่วยความจำเพิ่มขึ้นราว 90% ในไตรมาส 1 ปี 2026 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2025 ส่วนราคา DRAM ในตลาดจรจัดบางประเภทพุ่งขึ้นเกือบ 700% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
Sassine Ghazi ซีอีโอของ Synopsys ประเมินว่าภาวะ “ชิปตึงตัว” จะยังดำเนินต่อไปตลอดปี 2026 และ 2027 นักวิเคราะห์มองว่าวิกฤตนี้มีโครงสร้างต่างจากวัฏจักรเดิม เพราะความต้องการจาก AI ไม่อ่อนไหวต่อราคา และเติบโตเร็วกว่าความสามารถของอุปทานที่จะเพิ่มตามได้
ผลกระทบเริ่มสะท้อนชัดเจนในตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลก โดย Counterpoint Research ระบุว่ายอดส่งมอบในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน สู่ระดับต่ำสุดของไตรมาส 2 นับตั้งแต่ปี 2013
สำหรับทั้งปี ตัวเลขคาดการณ์ของสำนักวิจัยต่าง ๆ ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกัน แม้ระดับความรุนแรงจะแตกต่างกันเล็กน้อย:
เมื่อหน่วยความจำแพงขึ้น ผู้ผลิตจึงต้องเลือกระหว่างการขึ้นราคาสินค้า ลดสเปก หรือชะลอการผลิต โดยกลุ่มสมาร์ตโฟนระดับเริ่มต้นและระดับกลางมีความเสี่ยงมากที่สุด เพราะผู้บริโภคในช่วงราคานี้ไวต่อราคาสินค้ามากกว่า
Qualcomm รายงานว่ารายได้จากธุรกิจชิปสำหรับโทรศัพท์มือถือในไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ 2026 ลดลง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือ 5.09 พันล้านดอลลาร์ รายได้จากธุรกิจ QCT สำหรับอุปกรณ์ Android ก็ลดลง 20% เช่นกัน และส่งผลกระทบต่อกำไรต่อหุ้นมากกว่า 1.50 ดอลลาร์
บริษัทระบุถึง “การเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของราคาหน่วยความจำและข้อจำกัดด้านอุปทาน” พร้อมประกาศขึ้นราคาชิปส่วนใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2026 Qualcomm คาดว่าตลาดโทรศัพท์มือถือในปีนี้จะหดตัวในระดับเลขสองหลักต้น ๆ โดยกลุ่มสินค้าราคาต่ำได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ
MediaTek ก็เผชิญแรงกดดันไม่ต่างกัน รายได้จากชิปมือถือในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นกดดันความต้องการสมาร์ตโฟน ส่วนแบ่งตลาดชิปเซ็ตสมาร์ตโฟนของบริษัทลดลงจาก 38% ในไตรมาส 1 ปี 2025 เหลือ 32% ในไตรมาส 1 ปี 2026 โดยกลุ่มระดับเริ่มต้นและระดับกลางได้รับผลกระทบมากที่สุด
Rick Tsai ซีอีโอของ MediaTek คาดว่ายอดส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกอาจลดลงประมาณ 15% ในปี 2026 ขณะเดียวกันบริษัทกำลังขยับไปเพิ่มบทบาทในตลาดชิปสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตชิปเองก็ต้องปรับพอร์ตธุรกิจตามทิศทางกำลังซื้อของตลาด
ในภาพรวม ยอดส่งมอบชิปเซ็ตสมาร์ตโฟนทั่วโลกลดลง 15% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดย Qualcomm และ MediaTek ต่างมียอดส่งมอบ SoC ลดลงประมาณ 25% Counterpoint Research คาดว่ายอดส่งมอบชิปเซ็ตอาจลดลง 14% ตลอดทั้งปี และชิปสำหรับสมาร์ตโฟนระดับเริ่มต้นอาจลดลงถึง 30%
วิกฤตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โทรศัพท์มือถือ แต่ยังลามไปถึงรถยนต์ แล็ปท็อป อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่น ๆ
ในภาคยานยนต์ ต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นถูกเรียกว่า “ชิปเฟลชัน” (chipflation) ซึ่งหมายถึงภาวะราคาชิปและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องพุ่งสูงขึ้น ผู้ผลิตรถยนต์ต้องรับมือทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นและข้อจำกัดด้านการจัดหาชิ้นส่วน ขณะที่หน่วยความจำที่ได้รับผลกระทบมีตั้งแต่แฟลชชิปสำหรับสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ USB ไปจนถึง HBM ขั้นสูงสำหรับระบบ AI
รายงานจาก Bloomberg ระบุว่าบริษัทต่าง ๆ เริ่มเห็นผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ตั้งแต่แล็ปท็อปและสมาร์ตโฟน ไปจนถึงรถยนต์ ผู้นำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่าง Elon Musk และ Tim Cook ก็ออกมาเตือนว่าวิกฤตนี้กำลังกดดันผลกำไร ทำให้แผนธุรกิจสะดุด และอาจทำให้ราคาสินค้าปลายทางสูงขึ้น
IDC ระบุในบทวิเคราะห์เดือนมิถุนายน 2026 ว่าการขยายตัวของเซิร์ฟเวอร์ GPU กำลัง “ดูดซับกำลังการผลิตหน่วยความจำก่อนที่อุปทานจะปรับสมดุลได้” นอกจากนี้ งานประมวลผล AI ระหว่างการใช้งานจริง หรือ inference ยังใช้หน่วยความจำมากพอ ๆ กับช่วงฝึกโมเดลในระดับขนาดใหญ่
Counterpoint Research คาดว่าตลาดสมาร์ตโฟนจะยังหดตัวต่อเนื่องในปี 2026 และภาวะอุปทานจะไม่กลับสู่ภาวะปกติจนกว่ากำลังการผลิตใหม่จะเริ่มเปิดใช้งาน ซึ่งโดยทั่วไปคาดว่าจะต้องรอถึงปี 2027 หรือหลังจากนั้น
IDC คาดว่าตลาดสมาร์ตโฟนจะหดตัวต่อเป็นปีที่สองในปี 2027 โดยลดลงอีก 1.1% ก่อนจะฟื้นตัว 5.5% ในปี 2028 เมื่ออุปทานหน่วยความจำเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ Omdia มองว่าตลาดจะยังหดตัวในปี 2027 แต่ในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 0.9% และการฟื้นตัวของยอดขายอย่างมีนัยสำคัญอาจต้องรอถึงปี 2028
แก่นของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่การเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดหน่วยความจำ ดาต้าเซ็นเตอร์ AI ต้องการ HBM และหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงในปริมาณมาก ผู้ผลิตจึงหันกำลังการผลิตไปยังสินค้าที่มีกำไรสูงและมีลูกค้าพร้อมจ่าย ขณะที่สมาร์ตโฟน รถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปต้องแข่งขันกับความต้องการดังกล่าว
ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงชิปขาดชั่วคราว แต่เป็นการจัดสรรกำลังการผลิตใหม่ทั้งระบบ นักวิเคราะห์จึงคาดว่าผลกระทบด้านราคาและอุปทานจะยังไม่คลี่คลายอย่างรวดเร็ว และอาจลากยาวถึงปี 2027 หรือหลังจากนั้น