Eurasia Group ประเมินว่า ราคาข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าวอาจเพิ่มขึ้นรวมราว 10–18% ภายในฤดูร้อนปี 2027 หากผลกระทบจากสงครามในอิหร่าน สงครามรัสเซีย–ยูเครน และซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
ตัวเลขนี้เป็นการประเมินในภาพรวมของกลุ่มสินค้าอาหาร ไม่ใช่เป้าหมายราคาสำหรับพืชแต่ละชนิดโดยตรง จุดสำคัญคือแรงกดดันอาจทวีคูณ เมื่อปัญหาด้านสภาพอากาศเกิดขึ้นพร้อมกับต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์ของ JPMorgan เตือนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ว่า ซูเปอร์เอลนีโญที่เกิดขึ้นพร้อมกับราคาพลังงานระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจเพิ่มเงินเฟ้อทั่วไปทั่วโลกประมาณ 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2027 โดยประเทศตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนักกว่า
JPMorgan ยังประเมินว่า ซูเปอร์เอลนีโญเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เงินเฟ้ออาหารโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยผลกระทบสูงสุดมักเกิดหลังสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปแล้วประมาณ 4–8 เดือน
อย่างไรก็ตาม รายงานที่เปิดเผยต่อสาธารณะไม่ได้ให้เป้าหมายราคาข้าวสาลี ข้าวโพด หรือข้าวแยกเป็นรายสินค้าโดยตรง การวิเคราะห์ของ JPMorgan จึงเน้นที่ช่องทางเงินเฟ้อระดับมหภาค มากกว่าการคาดการณ์ราคาพืชผลรายชนิด
| สินค้า | ตัวเลขคาดการณ์และความเสี่ยงสำคัญ |
|---|---|
| ข้าวสาลี | ราคาเฉลี่ยที่เกษตรกรสหรัฐฯ ได้รับในฤดูกาล 2026/27 คาดว่าจะอยู่ที่ 6.00–6.50 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ตามประมาณการของ USDA ขณะเดียวกัน ผลผลิตข้าวสาลีของออสเตรเลียอาจลดลง 20–60% เมื่อเทียบกับปีก่อน หากเกิดภัยแล้งรุนแรง ข้าวสาลีดูรัม ซึ่งใช้ทำพาสต้าและผลิตภัณฑ์จากแป้งบางประเภท เป็นหนึ่งในสินค้าที่ศูนย์วิจัยร่วมของสหภาพยุโรปคาดว่าราคาอาจเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเอลนีโญทวีความรุนแรง |
| ข้าวโพด | USDA คาดการณ์ราคาเฉลี่ยฤดูกาลของข้าวโพดสหรัฐฯ ที่ 4.20 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ส่วนผลผลิตข้าวโพดของบราซิลถูกประเมินว่า “มีความเสี่ยงสูง” และอาจลดลงราว 10% จากปีก่อน ศูนย์วิจัยร่วมของสหภาพยุโรปคาดว่าราคาข้าวโพดโลกอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ทิศทางยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ |
| ข้าว | ธนาคารโลกเตือนว่า หากเอลนีโญเกิดขึ้นตามคาด ผลผลิตข้าวในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบอาจลดลง 20–50% โดยพื้นที่เสี่ยงรวมถึงเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกาตอนใต้ และบางส่วนของเอเชียตะวันออก ราคาข้าวเพิ่มขึ้นแล้วราว 9% เมื่อเทียบรายเดือนในช่วงกลางปี 2026 แต่สต๊อกข้าวโลกที่อยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อาจช่วยลดแรงกระแทกได้บางส่วน |
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF คาดว่าราคาอาหารจะเพิ่มขึ้น 6.0% ในปี 2026 ขณะที่ฉากทัศน์พื้นฐานของธนาคารโลกประเมินดัชนีราคาอาหารโภคภัณฑ์โลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5% ในปี 2026 โดยความเสี่ยงมีน้ำหนักไปทางขาขึ้นอย่างชัดเจน
หากเอลนีโญรุนแรงกว่าปกติ การประเมินผลกระทบต่อสินค้าอาหารหลักมีช่วงกว้างตั้งแต่ 10–50% ขึ้นอยู่กับชนิดพืช ภูมิภาค และความรุนแรงของสภาพอากาศ นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs เคยประเมินว่าเอลนีโญระดับดังกล่าวอาจทำให้ราคาอาหารโภคภัณฑ์โลกเพิ่มขึ้น 15.8%
ผลกระทบจะไม่เหมือนกันทุกภูมิภาค Allianz ระบุว่าเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และบางส่วนของแอฟริกาตะวันตก มีความเสี่ยงด้านภัยแล้งและผลผลิตลดลงสูงกว่า ขณะที่พื้นที่ขนาดใหญ่ในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะบราซิลและอาร์เจนตินา อาจมีสภาพการเพาะปลูกดีขึ้นและเกิดผลผลิตธัญพืชหรือน้ำมันพืชส่วนเกิน
ปัจจัยที่อาจช่วยพยุงตลาดคือ ปริมาณสำรองข้าว ถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลีทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งหมายความว่าตลาดอาจมีสินค้าสำรองไว้ชดเชยผลผลิตที่ลดลงในบางพื้นที่
แต่กันชนนี้อาจหายไปอย่างรวดเร็ว หากประเทศผู้ส่งออกใช้มาตรการจำกัดการส่งออกเพื่อรักษาความมั่นคงด้านอาหารภายในประเทศ แม้ยังไม่มีการขาดแคลนจริง การจำกัดการส่งออกก็อาจทำให้ประเทศผู้นำเข้าต้องแข่งขันแย่งซื้อสินค้าในตลาดโลกและเผชิญราคาที่สูงขึ้น
อีกแรงกดดันคือราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้นจากสงคราม ราคายูเรียเพิ่มขึ้นถึง 46% เมื่อเทียบรายเดือน ในช่วงต้นปี 2026 ต้นทุนที่สูงขึ้นอาจทำให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูกหรือใช้ปัจจัยการผลิตน้อยลงในฤดูกาล 2026/27 ส่งผลให้แรงกดดันด้านอุปทานเพิ่มขึ้นอีกชั้น
ท้ายที่สุด การคาดการณ์ของธนาคารโลกยังตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความติดขัดด้านอุปทานในตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายในกลางปี 2026 หากสงครามยืดเยื้อหรือเส้นทางขนส่งและการจัดหาพลังงานยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ แนวโน้มราคาอาหารก็มีโอกาสสูงกว่าฉากทัศน์พื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ
ภาพรวมจึงไม่ใช่การคาดการณ์ว่าอาหารทุกชนิดจะแพงขึ้นเท่ากัน แต่เป็นความเสี่ยงที่ความขัดแย้ง สภาพอากาศ และต้นทุนการผลิตจะซ้อนทับกัน จนทำให้ตลาดอาหารโลกผันผวนมากขึ้น และผลกระทบค่อย ๆ ส่งต่อจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาที่ผู้บริโภคเห็นในท้ายที่สุด