รายงานพิเศษของ Reuters ระบุว่า กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งอยู่ฝ่ายเดียวกับอิหร่าน ได้โจมตีซาอุดีอาระเบียจากดินแดนอิรักในสัปดาห์ดังกล่าว โดยประสานงานกับกลุ่มติดอาวุธอิรัก ตามการประเมินของซาอุฯ และพันธมิตรในภูมิภาค
แหล่งข่าวและการวิเคราะห์จากภูมิภาคระบุว่า ฮูตีมีทีมที่ปรึกษาด้านเทคนิคอยู่ในอิรัก และช่วยกลุ่มท้องถิ่นในการยิงขีปนาวุธ โดยเฉพาะขีปนาวุธร่อน ความสัมพันธ์นี้จึงอาจสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทางการเมืองและสื่อ ไปสู่ความร่วมมือเชิงปฏิบัติการที่ครอบคลุมด้านการทหาร การส่งกำลังบำรุง และข่าวกรอง
อิรักยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการประสานงานระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในเครือข่ายที่นำโดยอิหร่าน ทั้งในเรื่องขีปนาวุธ โดรน และการสนับสนุนด้านลอจิสติกส์
นอกจากการตอบโต้ทางอากาศแล้ว ซาอุดีอาระเบียยังมีรายงานว่ากำลังเตรียมปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่อฮูตี ทั้งทางทะเลและอาจรวมถึงการปฏิบัติการภาคพื้นดินในพื้นที่ตอนกลางของเยเมน เพื่อคลายแรงกดดันต่อเส้นทางส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงตอนใต้
แผนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุฯ ในทะเลแดง และขู่ว่าจะ “ยกระดับอย่างเต็มรูปแบบ” อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและขอบเขตของปฏิบัติการที่อาจเกิดขึ้นยังไม่ชัดเจน และรายงานส่วนนี้อ้างอิงการประเมินของแหล่งข่าวเยเมนเป็นหลัก
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ซาอุดีอาระเบียเปิดเผยแผนจัดตั้ง “แนวร่วมป้องกันทางทะเลพหุภาคี” เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการเดินเรือ เส้นทางการค้าระหว่างประเทศ และเส้นทางลำเลียงพลังงานในทะเลแดง ช่องแคบบับเอลมันเดบ และอ่าวเอเดน
กระทรวงกลาโหมซาอุฯ ระบุว่า ผู้แทนจาก 43 ประเทศและสหภาพยุโรปเข้าร่วมการหารือ โดยเสนอให้ซาอุฯ เป็นประเทศผู้ก่อตั้งและผู้นำแนวร่วม รวมถึงเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ รายงานอีกฉบับระบุว่า มีการเชิญเกือบ 50 ประเทศ และมีหลายประเทศแสดงการสนับสนุนเบื้องต้น
การขยับตัวครั้งนี้สะท้อนว่า ริยาดมองภัยคุกคามจากฮูตีไม่ใช่เพียงปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดนเยเมน แต่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือและการส่งออกพลังงานในระดับนานาชาติ
ระหว่างวันที่ 28–29 กรกฎาคม กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM และกองทัพซาอุฯ ปฏิบัติการโจมตีแบบแม่นยำต่อกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุนในอิรัก โดยโจมตีสถานที่เก็บอาวุธและศูนย์ส่งกำลังบำรุงในพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ
สหรัฐฯ ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนต่อกองกำลังสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุฯ โดยอ้างว่ามีการโจมตีทางอากาศที่กำกับโดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน หรือ IRGC มากกว่า 30 ครั้งในช่วง 72 ชั่วโมง
กองกำลังระดมพลประชาชนอิรัก หรือ PMF ซึ่งเป็นเครือข่ายที่รวมกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มและกฎหมายอิรักรับรองให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างความมั่นคงของประเทศ รายงานว่ามีสมาชิกเสียชีวิตอย่างน้อย 20 รายจากการโจมตีใน 7 จังหวัด ขณะที่รายงานอีกฉบับระบุว่ามีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม 32 ราย
นายกรัฐมนตรีอาลี อัล-ซาอิดี เรียกประชุมฉุกเฉินสภาความมั่นคงแห่งชาติอิรัก หลังเกิดการโจมตี รัฐบาลแบกแดดประณามปฏิบัติการของสหรัฐฯ และซาอุฯ ว่าเป็น “การละเมิดอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้ง” และเตือนว่าการกล่าวโทษอิรักหรือการขยายปฏิบัติการอาจนำไปสู่ “การคำนวณผิดพลาดครั้งใหญ่”
กลุ่มติดอาวุธอิรักเองก็ประณามการโจมตีว่าเป็น “การยกระดับที่อันตราย” เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลอิรักตกอยู่ในภาวะลำบากมากขึ้น เพราะต้องรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอาหรับ ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมกลุ่มติดอาวุธที่มีบทบาทอยู่ในโครงสร้างความมั่นคงของประเทศ
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านระบุว่าได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลไปยังฐานทัพมุวาฟฟัก ซัลตี และสำนักงานใหญ่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ในจอร์แดน โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และซาอุฯ ต่อกลุ่มที่อิหร่านสนับสนุนในอิรัก
สหรัฐฯ ระบุว่าสามารถสกัดการโจมตีดังกล่าวได้ เหตุการณ์นี้ทำให้จอร์แดน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็รายงานเหตุโดรนโจมตี กลายเป็นอีกจุดที่ความขัดแย้งอาจขยายตัวออกไปนอกพื้นที่สู้รบหลัก
เจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ในภูมิภาคเตือนว่า สถานการณ์อาจลุกลามเป็นสงครามที่กว้างขึ้น เนื่องจากซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญแรงกดดันจาก 3 ทิศทาง ได้แก่ อิหร่าน กลุ่มติดอาวุธในอิรัก และฮูตีในเยเมน
การประสานงานที่ลึกขึ้นระหว่างฮูตีกับกลุ่มติดอาวุธอิรัก ภายใต้การกำกับดูแลของ IRGC ยิ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างแนวรบในเยเมน อิรัก ทะเลแดง และจอร์แดนพร่าเลือนลง ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐฯ และซาอุฯ โจมตีเป้าหมายบนแผ่นดินอิรักโดยตรง ก็เพิ่มแรงกดดันต่อแบกแดดและเปิดความเสี่ยงของการตอบโต้เป็นลูกโซ่
ในระยะสั้น จุดจับตาสำคัญจึงอยู่ที่ 3 เรื่อง ได้แก่ อิรักจะสามารถหยุดการใช้ดินแดนของตนเพื่อโจมตีประเทศเพื่อนบ้านได้หรือไม่ ซาอุฯ จะเดินหน้าปฏิบัติการต่อฮูตีในระดับใด และแนวร่วมทางทะเลที่ริยาดผลักดันจะช่วยลดการโจมตีในทะเลแดง หรือกลับกลายเป็นแนวรบใหม่ของความขัดแย้ง