อย่างไรก็ตาม ข่าวลือนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ เพราะ Tesla และ SpaceX มีความเชื่อมโยงกันทั้งด้านการลงทุน โครงการชิปปัญญาประดิษฐ์ และวิสัยทัศน์ทางธุรกิจของ Musk มากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะควบรวมกันหรือไม่” แต่คือ หากจะเกิดขึ้นจริง ทั้งสองบริษัทจะฝ่าด่านภูมิรัฐศาสตร์ กฎระเบียบ และโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อนได้อย่างไร
รายงานของ WSJ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ระบุว่า ผู้บริหาร Tesla บางส่วนได้รับแจ้งให้เตรียมรับมือกับการแยกธุรกิจในจีนออกจากบริษัท
ทางเลือกที่ที่ปรึกษาของ Tesla หารือกันมีตั้งแต่
เหตุผลหลักที่ถูกกล่าวถึงคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หาก Tesla รวมเข้ากับ SpaceX บริษัทใหม่จะเป็นธุรกิจสัญชาติสหรัฐฯ ที่มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับอุตสาหกรรมกลาโหม อวกาศ และ AI การมีฐานการผลิตและเครือข่ายขายขนาดใหญ่ในจีนอยู่ภายใต้บริษัทเดียวกันอาจทำให้ต้องเผชิญการตรวจสอบด้านความมั่นคงแห่งชาติจากทั้งสหรัฐฯ และจีน
แต่จีนไม่ใช่ธุรกิจส่วนเล็ก ๆ ของ Tesla โรงงาน Gigafactory ในเซี่ยงไฮ้ผลิตรถยนต์มากกว่าครึ่งหนึ่งของรถ Tesla ทั่วโลก ดังนั้น การขายหรือแยกธุรกิจส่วนนี้จะเป็นภารกิจขนาดใหญ่ที่กระทบทั้งกำลังการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และโครงสร้างการดำเนินงานของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม Musk ออกมาปฏิเสธรายงานของ WSJ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเขา โดยเรียกว่า “ข่าวปลอม” ขณะที่ Tesla China ก็ปฏิเสธข่าวดังกล่าวต่อสื่อของทางการจีน
จึงเกิดข้อเท็จจริงสองด้านที่ยังขัดแย้งกันอย่างชัดเจน: WSJ ยืนยันว่ารายงานมาจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการหารือ ส่วน Musk และฝ่าย Tesla China ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ทั้ง Tesla และ SpaceX ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพิ่มเติมนอกเหนือจากการปฏิเสธผ่านโซเชียลมีเดีย
เบื้องหลังประเด็นธุรกิจจีนคือข่าวลือเรื่องการควบรวมระหว่าง Tesla กับ SpaceX ซึ่ง Musk เองเป็นผู้เปิดประตูให้การคาดการณ์นี้เดินหน้าต่อ
ในการประชุมรายงานผลประกอบการของ Tesla เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2026 Musk กล่าวถึงความทับซ้อนด้านการดำเนินงานระหว่างสองบริษัท โดยเฉพาะโครงการโรงงานผลิตชิป AI ที่เรียกว่า Terafab เขาบอกว่าการประชุมผลประกอบการไม่ใช่สถานที่เหมาะสมสำหรับการพูดถึงแผนควบรวมอย่างละเอียด แต่ก็เสริมว่า:
“วันนี้ ผมประเมินโอกาสที่สองบริษัทนี้จะรวมกันไว้ที่ 90%”
ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินส่วนตัวของ Musk ไม่ใช่การยืนยันว่ามีการลงนามข้อตกลงแล้ว และสูงกว่าตัวเลขที่ตลาดคาดการณ์ส่วนใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกันอย่างมาก
ข้อมูล ณ วันที่ 30–31 กรกฎาคม 2026 แสดงให้เห็นว่าตลาดมองการควบรวมเป็นไปได้จริง โดยเฉพาะในกรอบเวลาปี 2027 แต่ยังไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องแน่นอน
The Motley Fool ระบุว่าตัวเลข 74% มาจากโพสต์ของ Kalshi เอง ความแตกต่างนี้อาจเกิดจากนิยามของสัญญา เงื่อนไขการตัดสินผล หรือช่วงเวลาที่เก็บข้อมูลไม่เหมือนกัน ส่วนตัวเลขของ Polymarket ซึ่งอยู่ที่ 2.4% สำหรับเดือนกันยายน และ 17% สำหรับเดือนธันวาคม มีความชัดเจนและสอดคล้องกันภายในชุดข้อมูล
กล่าวโดยสรุป ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ของดีลในปี 2027 แต่ยังไม่ใช่การประเมินว่าการควบรวมจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
หลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่สุดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง Tesla กับ SpaceX มาจากเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC
ในเอกสารจดทะเบียนเพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ซึ่ง SpaceX ยื่นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 บริษัทระบุว่ามี “กรอบความร่วมมือทั่วไป” กับ Tesla สำหรับการพัฒนา Terafab ในอนาคต โดยโครงการเฉพาะแต่ละรายการยังต้องเจรจาแยกกัน
เอกสารนี้ยืนยันว่าทั้งสองบริษัทกำลังวางแผนทำงานร่วมกันอย่างเป็นทางการ แต่ ไม่ใช่ข้อตกลงควบรวมกิจการ
ในแบบฟอร์ม 8-K ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 Tesla เปิดเผยกำไรสุทธิ 1 พันล้านดอลลาร์จากการถือหุ้นใน SpaceX หลัง SpaceX เข้าสู่ตลาดหุ้น
การถือหุ้นดังกล่าวมีต้นทางจากเงินลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์ที่ห้องปฏิบัติการ AI ของ Tesla อย่าง xAI ลงทุนใน SpaceX เมื่อเดือนมกราคม 2026 ก่อนถูกแปลงเป็นหุ้น SpaceX ในเวลาต่อมา
จุดสำคัญคือ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีเอกสาร SEC ที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมโดยตรง ทั้ง Tesla และ SpaceX ยังไม่ได้ยื่น
หากเกิดดีลจริง ผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัทจะต้องลงคะแนนอนุมัติ ดังนั้น ข่าวลือในตอนนี้ยังอยู่ห่างจากการเป็นกระบวนการควบรวมอย่างเป็นทางการ
มุมมองจากนักวิเคราะห์มีทั้งฝ่ายที่เห็นว่าดีลมีเหตุผลทางธุรกิจ และฝ่ายที่เตือนถึงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ
เรื่องนี้ควรแยกออกเป็นสองชั้น
ประเด็นการแยกธุรกิจจีนของ Tesla มาจากรายงานที่ WSJ อ้างแหล่งข่าวภายใน แต่ถูก Musk และ Tesla China ปฏิเสธอย่างหนักแน่น แนวคิดดังกล่าวมีเหตุผลในเชิงลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ก่อนการทำดีลที่ซับซ้อน ทว่าการดำเนินการจริงจะยากมาก เพราะโรงงานเซี่ยงไฮ้ผลิตรถยนต์มากกว่าครึ่งของ Tesla ทั่วโลก
ประเด็นการควบรวม Tesla–SpaceX ได้แรงหนุนจากคำพูดของ Musk ซึ่งประเมินโอกาสไว้ที่ 90% นักวิเคราะห์ขาขึ้นอย่าง Dan Ives และ JPMorgan รวมถึงตลาดคาดการณ์ที่ให้โอกาสระดับปานกลางถึงสูงสำหรับกรอบเวลาปี 2027 แต่ ณ ปลายเดือนกรกฎาคมยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ไม่มีเอกสาร SEC เกี่ยวกับการควบรวม และไม่มีมติจากคณะกรรมการที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
ข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ Tesla และ SpaceX มีความเชื่อมโยงด้านการเงินและการดำเนินงานมากกว่าที่เคย ขณะเดียวกันเหตุผลเชิงกลยุทธ์สำหรับการรวมบริษัทก็มีน้ำหนักพอให้ผู้เกี่ยวข้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง แต่การทำให้ดีลเกิดขึ้นจริงยังต้องฝ่าด่านความมั่นคงแห่งชาติ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีน การอนุมัติจากผู้ถือหุ้น และความยุ่งยากในการแยกธุรกิจจีนออกจากระบบการผลิตระดับโลกของ Tesla