แต่ตัวเลขรายได้ดังกล่าวยังเล็กมากเมื่อเทียบกับต้นทุน หน่วยธุรกิจนี้ขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 4.62 พันล้านดอลลาร์ หรือ 4,619 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว ขาดทุนเพิ่มขึ้นจาก 4.028 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก และนับเป็นหนึ่งในผลขาดทุนรายไตรมาสที่สูงที่สุดของ Reality Labs
พูดให้เห็นภาพคือ Reality Labs มีรายได้ทุก ๆ 1 ดอลลาร์ แต่มีช่องว่างระหว่างรายได้กับผลขาดทุนราว 11 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโครงการฮาร์ดแวร์และโลกเสมือนจริงของ Meta ยังคงต้องพึ่งพาการอัดฉีดเงินลงทุนอย่างหนัก
นับตั้งแต่ปลายปี 2020 Reality Labs มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานสะสมประมาณ 80–83.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่สร้างรายได้รวมราว 11.8 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเดียวกัน
เฉพาะปี 2025 หน่วยธุรกิจนี้ขาดทุนประมาณ 19.2 พันล้านดอลลาร์ และในไตรมาส 2 ปี 2026 เพียงไตรมาสเดียวก็ขาดทุนอีก 4.62 พันล้านดอลลาร์ แม้บริษัทจะยังยืนยันว่าธุรกิจนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ตาม
ตัวเลขทางการเงินไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่สอดคล้องกับการปรับทิศทางเชิงกลยุทธ์ของ Meta อย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในเดือนมกราคม 2026 Meta ลดพนักงานใน Reality Labs ราว 1,500 คน หรือประมาณ 10% ของหน่วยธุรกิจ พร้อมปิดสตูดิโอที่พัฒนาเกม VR หลายแห่ง การปรับลดดังกล่าวกระทบทีมที่ทำงานเกี่ยวกับแว่น Quest แพลตฟอร์มโซเชียลในโลกเสมือน และโครงการเมตาเวิร์ส โดยบริษัทจัดสรรกำลังคนและงบประมาณไปยัง AI กับอุปกรณ์สวมใส่มากขึ้น
ในเดือนมีนาคมยังมีการเลิกจ้างพนักงานอีกหลายร้อยคนใน Reality Labs รวมถึงหน่วยงานอื่นอย่าง Facebook และฝ่ายสรรหาบุคลากร ก่อนที่ Meta จะประกาศการปรับโครงสร้างทั่วทั้งบริษัทในเดือนพฤษภาคม ซึ่งลดพนักงานประมาณ 8,000 คน หรือ 10% ของกำลังคนทั้งหมด เพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI
อีกสัญญาณสำคัญคือ Meta ประกาศยุติการให้บริการ Horizon Worlds บนแว่น Quest ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026 โดยแพลตฟอร์มจะยังคงมีให้ใช้งานผ่านแอปบนมือถือ
Horizon Worlds เคยเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของวิสัยทัศน์เมตาเวิร์สที่ Mark Zuckerberg ผลักดันอย่างจริงจัง การถอดแพลตฟอร์มออกจากอุปกรณ์ VR จึงสะท้อนว่า Meta กำลังลดความสำคัญของประสบการณ์เมตาเวิร์สแบบเดิม และให้น้ำหนักกับผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่ายกว่าอย่างแว่นตาอัจฉริยะ
ผู้บริหาร Meta มองว่าแว่นตาอัจฉริยะอาจเป็นรูปแบบอุปกรณ์ AI ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายกว่าแว่น VR ขนาดใหญ่ แว่นตาอย่าง Ray-Ban Meta สามารถผสานกล้อง ผู้ช่วย AI และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้ากับอุปกรณ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงแว่นตาทั่วไป ขณะที่การใช้งานไม่จำเป็นต้องสวมชุดหูฟังปิดตาแบบ VR
Zuckerberg กล่าวว่า “AI กำลังเร่งการเติบโตของธุรกิจหลักของเราและเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ” ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแผนการใช้จ่ายด้านทุนของ Meta ในปีงบประมาณ 2026 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 130–145 พันล้านดอลลาร์ โดยเงินก้อนใหญ่จะมุ่งไปยังโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI มากกว่าฮาร์ดแวร์ VR
ผู้บริหารยังอธิบายการลดทีม VR ว่าเป็นการลดลำดับความสำคัญของเกม VR และ “เมตาเวิร์สระยะเริ่มต้น” เพื่อทุ่มเทให้กับอุปกรณ์สวมใส่ โดยเฉพาะแว่นตาอัจฉริยะที่บริษัทมองว่ามีโอกาสเชิงพาณิชย์มากกว่า
ผลประกอบการไตรมาส 2 ไม่ได้หมายความว่า Meta ยุติการลงทุนใน Reality Labs ทันที เพราะหน่วยธุรกิจนี้ยังรวมผลิตภัณฑ์แว่นตาอัจฉริยะและเทคโนโลยีสวมใส่ที่บริษัทต้องการผลักดันต่อไป
อย่างไรก็ตาม การขาดทุน 4.62 พันล้านดอลลาร์จากรายได้ 431 ล้านดอลลาร์ ประกอบกับยอดขาดทุนสะสมกว่า 80 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เห็นแรงกดดันที่ Meta ต้องเผชิญอย่างชัดเจน
สิ่งที่กำลังถูกลดขนาดคือการเดิมพันกับ VR เกม และโลกโซเชียลเสมือนจริงแบบเดิม ส่วนสิ่งที่ได้รับความสำคัญมากขึ้นคือ AI โครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล และแว่นตาอัจฉริยะ ดังนั้น Reality Labs อาจไม่ได้หายไปจากแผนของ Meta แต่กำลังเปลี่ยนจากหน่วยงานที่สร้าง “เมตาเวิร์ส” ไปสู่ฐานพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI ที่ผู้ใช้สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน