ผลประกอบการไตรมาส 4 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2026 ออกมาเหนือคาดในหลายด้าน
ตัวเลขเหล่านี้ช่วยตอบคำถามใหญ่ที่กดดันหุ้น Microsoft มาตลอดปี 2026 นั่นคือ การทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI จะสร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้หรือไม่
ไฮไลต์ที่ตลาดจับตาที่สุดคือ รายได้ Azure ตลอดปีงบประมาณ 2026 ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก
ที่ผ่านมา Microsoft ไม่ได้แยกรายได้ของ Azure ออกมาเปิดเผยอย่างละเอียด การประกาศตัวเลขครั้งนี้จึงทำให้นักลงทุนเห็นขนาดธุรกิจคลาวด์ของบริษัทได้ชัดเจนขึ้น โดย Azure มีขนาดเล็กกว่า Amazon Web Services (AWS) แต่ใหญ่กว่า Google Cloud
ที่สำคัญกว่านั้นคือ Azure และบริการคลาวด์อื่น ๆ ไม่ได้เพียงเติบโตในระดับสูง แต่ยังเร่งตัวขึ้นด้วย รายได้ในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อน เทียบกับ 40% ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ราว 40% นี่เป็นสัญญาณว่าความต้องการใช้คลาวด์และกำลังประมวลผลสำหรับ AI ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รายได้จาก Microsoft Cloud ซึ่งรวม Azure, Office 365 สำหรับลูกค้าองค์กร และบริการคลาวด์อื่น ๆ อยู่ที่ 5.93 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน และรวมทั้งปีอยู่ที่ 2.144 แสนล้านดอลลาร์
อีกตัวเลขที่สร้างความมั่นใจให้ตลาดคือ Commercial remaining performance obligations หรือมูลค่าสัญญาที่ทำไว้แล้วแต่ยังไม่รับรู้เป็นรายได้ เพิ่มขึ้น 84% เป็น 6.78 แสนล้านดอลลาร์ ยอดดังกล่าวเปรียบเสมือนรายได้ที่มีโอกาสไหลเข้าสู่บริษัทในอนาคต ช่วยลดความกังวลว่าการเติบโตของ AI อาจเป็นเพียงกระแสระยะสั้น
Microsoft 365 Copilot ผู้ช่วยด้านประสิทธิภาพการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีที่นั่งแบบชำระเงินมากกว่า 30 ล้านที่นั่ง โดยจำนวนที่นั่งสุทธิที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้มากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
Microsoft ยังระบุว่าจำนวนลูกค้าที่มีการใช้งานมากกว่า 50,000 ที่นั่งเพิ่มขึ้นถึงเจ็ดเท่าในรอบปี ตัวเลขนี้สะท้อนว่า Copilot กำลังขยับจากการทดลองใช้ในวงจำกัดไปสู่การนำไปใช้งานในระดับองค์กรขนาดใหญ่ แม้รายได้หลักของการเดิมพัน AI ยังมาจากโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์เป็นสำคัญ
กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้วที่ 4.74 ดอลลาร์ไม่รวมผลกระทบจากการลงทุนใน OpenAI ขณะที่กำไรต่อหุ้นตามหลัก GAAP ที่ 4.81 ดอลลาร์รวมกำไรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในธุรกิจ AI ซึ่งรวมถึง OpenAI และ Anthropic
ดังนั้น แม้ผลประกอบการสะท้อนการเติบโตจากธุรกิจจริงอย่าง Azure และ Microsoft Cloud แต่ตัวเลขกำไรบางส่วนก็ได้รับแรงหนุนจากกำไรครั้งเดียวของการลงทุนด้วย ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องแยกพิจารณาเมื่อประเมินความแข็งแกร่งของกำไรในไตรมาสดังกล่าว
Microsoft คงแผนการใช้จ่ายด้านสินทรัพย์ถาวรรายไตรมาสไว้ที่ประมาณ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ การไม่เพิ่มงบลงทุนเกินคาดช่วยส่งสัญญาณว่า บริษัทสามารถขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้โดยยังควบคุมต้นทุนและกระแสเงินสดอยู่
สำหรับนักลงทุน นี่คือจุดพลิกมุมมองที่สำคัญ เพราะก่อนหน้านี้ตลาดกังวลว่าการแข่งขัน AI อาจทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต้องเพิ่มการใช้จ่ายอย่างไม่รู้จบ แต่ผลประกอบการรอบนี้แสดงให้เห็นว่ารายได้จากคลาวด์กำลังเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนดังกล่าว
ตลอดช่วงหนึ่งของปี 2026 Microsoft เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ที่ทำผลงานย่ำแย่ที่สุด นักลงทุนตั้งคำถามว่าเงินลงทุนด้าน AI หลายหมื่นล้านดอลลาร์จะสร้างผลตอบแทนจริงหรือไม่
ผลประกอบการไตรมาส 4 ให้คำตอบที่ตลาดรอคอย โดยเฉพาะการเติบโตของ Azure ที่ 43% รายได้รายปีทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ ยอดสัญญาคงค้าง 6.78 แสนล้านดอลลาร์ และการใช้งาน Copilot ที่เร่งตัวขึ้น การตอบรับจึงกลายเป็นแรงซื้อแบบคลายกังวล หรือ relief rally ครั้งใหญ่
เงินที่เพิ่มขึ้นในมูลค่าตลาดของ Microsoft ภายในวันเดียวมีขนาดใหญ่กว่ามูลค่าตลาดรวมของบริษัทประมาณ 96% ในดัชนี S&P 500
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น มูลค่าดังกล่าว
กล่าวโดยสรุป การพุ่งขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการที่หลายสัญญาณบวกมาปรากฏพร้อมกัน ตลาดเห็นทั้งการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ รายได้ที่ทำสถิติใหม่ การใช้งาน AI ในองค์กร และยอดสัญญาล่วงหน้าจำนวนมหาศาล จึงเริ่มเชื่อว่า AI ของ Microsoft กำลังสร้างรายได้ในระดับขนาดใหญ่จริง
Microsoft คาดว่า Azure จะเติบโตเร็วขึ้นเป็น 45% ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2027 เมื่อคำนวณบนพื้นฐานอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
หากทำได้ตามเป้าหมาย บริษัทจะยังคงอยู่ในตำแหน่งผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตลาดจะจับตาต่อจากนี้คือ Microsoft จะรักษาอัตราการเติบโตดังกล่าวได้หรือไม่ และรายได้จาก AI จะยังเพิ่มขึ้นเร็วพอที่จะชดเชยต้นทุนการลงทุนระดับสูงได้ต่อเนื่องเพียงใด