Zuckerberg กล่าวว่าเป็นเรื่อง “ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง” ที่อีก 5 ปีข้างหน้า คนหลายพันล้านจะยังไม่มี AI agent ส่วนตัวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เขามองว่าโอกาสทางธุรกิจนี้ “แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้”
AI agent ที่เขาพูดถึงไม่ใช่เพียงแชตบอตสำหรับตอบคำถาม แต่เป็นระบบที่สามารถทำงานต่อเองในเบื้องหลัง เช่น ช่วยจัดการเป้าหมายส่วนตัว วางแผนงาน ดูแลการเงิน ติดตามสุขภาพ หรือจัดการงานต่าง ๆ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้อยู่หน้าจอ
Meta แบ่งแนวทางของ AI agent ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
Zuckerberg ระบุว่า WhatsApp น่าจะเป็นช่องทางสำคัญที่สุดในการนำ AI agent ไปสู่ผู้ใช้จำนวนมาก เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้คนใช้งานและพูดคุยกับ Meta AI อยู่แล้ว บริษัทจึงมอง WhatsApp เป็นจุดเชื่อมต่อหลักสำหรับทั้ง AI agent ส่วนบุคคลและ AI agent สำหรับธุรกิจในอนาคต
ในไตรมาส 2 Meta เปิดให้ใช้งาน Meta Business Agents ทั่วโลกบน WhatsApp และ Messenger โดยมีธุรกิจกว่า 1 ล้านราย ใช้งานเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อพูดคุยกับลูกค้าหรือดำเนินการขาย
บริษัทกำลังขยายบริการดังกล่าวไปยังข้อความส่วนตัวบน Instagram ด้วย Zuckerberg อธิบายแนวคิดนี้ในลักษณะ “ธุรกิจสำเร็จรูปในกล่อง” หรือ “business-in-a-box” กล่าวคือ ธุรกิจสามารถมี AI agent ช่วยตอบคำถามลูกค้า ดูแลงานบริการ สนับสนุนการขาย และจัดการการสื่อสารเบื้องต้นได้ทันที
สำหรับ Meta นี่อาจเป็นหนึ่งในเส้นทางสร้างรายได้จาก AI ที่จับต้องได้มากที่สุด เพราะ AI agent ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้งานส่วนบุคคล แต่ยังทำหน้าที่เป็นพนักงานดิจิทัลให้ธุรกิจจำนวนมากบนแพลตฟอร์มของบริษัท
ตัวเลขที่สร้างแรงกดดันต่อนักลงทุนมากที่สุดคือ กระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) ซึ่งหมายถึงเงินสดที่เหลือหลังหักรายจ่ายลงทุนแล้ว ลดลงถึง 91% เหลือเพียง 784 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ปี 2026 จาก 8.55 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
สาเหตุหลักมาจากการลงทุนด้านเซิร์ฟเวอร์ ศูนย์ข้อมูล และระบบเครือข่าย โดย Meta ใช้เงินลงทุน (capital expenditures) ราว 31.1 พันล้านดอลลาร์ภายในไตรมาสเดียว ขณะที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 31.9 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เงินสดจากการดำเนินงานเกือบทั้งหมดถูกนำไปใช้กับการขยายโครงสร้างพื้นฐาน
Meta ปรับเพิ่มกรอบขั้นต่ำของงบลงทุนปี 2026 เป็น 130 พันล้านดอลลาร์ จากเดิม 125 พันล้านดอลลาร์ โดยยังคงเพดานสูงสุดไว้ที่ 145 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขขั้นต่ำดังกล่าวเกือบเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของเงินลงทุนตลอดปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 72 พันล้านดอลลาร์
รายได้ไตรมาส 2 อยู่ที่ 60.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อนและสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 6.18 ดอลลาร์ ต่ำกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ที่ราว 7.17 ดอลลาร์
ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 55% เป็น 42.0 พันล้านดอลลาร์ โดยมีทั้งต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ค่าใช้จ่ายด้านคดีความ 2.4 พันล้านดอลลาร์ และต้นทุนชดเชยพนักงาน ภาพรวมจึงเป็นกรณีที่รายได้ยังเติบโตแข็งแกร่ง แต่การลงทุนและค่าใช้จ่ายที่พุ่งขึ้นทำให้กำไรและกระแสเงินสดถูกกดดันอย่างหนัก
ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม 2026 Meta ประกาศร่วมทุนกับ BlackRock เพื่อสร้างวิทยาเขตศูนย์ข้อมูล AI แห่งใหม่ในเมืองเอลปาโซ รัฐเท็กซัส โดยมีรายงานว่ามูลค่าการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 14 พันล้านดอลลาร์
ศูนย์ข้อมูลดังกล่าวมีกำลังไฟฟ้า 1 กิกะวัตต์ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการประมวลผลจากโมเดล AI และบริการ AI agent ของ Meta
Reality Labs ซึ่งเป็นหน่วยงานที่พัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยีเสมือนจริงของ Meta รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 4.62 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 จากรายได้ 431 ล้านดอลลาร์
ผลขาดทุนดังกล่าวทำให้ยอดขาดทุนสะสมของ Reality Labs นับตั้งแต่เริ่มเปิดเผยผลประกอบการของหน่วยงานนี้สูงกว่า 80 พันล้านดอลลาร์ แม้ตัวเลขขาดทุนจะน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์บางรายกังวล แต่ Reality Labs ยังคงเป็นภาระที่ใช้เงินสดจำนวนมากของบริษัท
หลังรายงานผลประกอบการ หุ้น Meta ร่วงลงราว 10% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ โดยราคาลดลง 9.64% มาอยู่ที่ 529.15 ดอลลาร์ จากราคาปิดก่อนหน้า
แรงเทขายสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ต้นทุน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสเงินสดอิสระที่หดตัว กำไรต่อหุ้นที่ต่ำกว่าคาด และการปรับเพิ่มกรอบงบลงทุนปี 2026
Meta จึงกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง: หาก AI agent กลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักของคนหลายพันล้านจริง การลงทุนมหาศาลในวันนี้อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบระยะยาว แต่ในระยะใกล้ นักลงทุนยังต้องจับตาว่า Meta จะเปลี่ยนต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้กลายเป็นรายได้และกำไรได้เร็วเพียงใด