ผลที่ได้สร้างความประหลาดใจ เพราะแทนที่จะพบสัญญาณของน้ำแข็งเป็นหลัก กลับพบสัญญาณของฟิลโลซิลิเกตที่มีแมกนีเซียมสูง แร่กลุ่มนี้มีความสำคัญต่อการไขปริศนาอยู่หลายประการ ได้แก่
คำอธิบายที่เป็นไปได้คือ แร่ดินเหนียวเหล่านี้เคยก่อตัวอยู่ลึกเข้าไปในวัตถุแม่ขนาดใหญ่ ซึ่งมีมวลมากพอจะสร้างความร้อนภายใน ทำให้น้ำแข็งละลาย และเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เปลี่ยนแร่ให้เป็นฟิลโลซิลิเกต
เบาะแสด้านองค์ประกอบสอดคล้องกับปริศนาเก่าแก่ของระบบดวงจันทร์เนปจูน นั่นคือวงโคจรของ ไทรทัน ดวงจันทร์ดวงใหญ่ที่สุดของเนปจูน ซึ่งโคจรแบบถอยหลัง หรือสวนทิศทางการหมุนของดาวเคราะห์
วงโคจรที่ผิดปกตินี้ทำให้นักดาราศาสตร์เชื่อมานานว่า ไทรทันอาจไม่ได้ก่อตัวรอบเนปจูน แต่เป็นวัตถุจากแถบไคเปอร์ ซึ่งเป็นบริเวณไกลออกไปหลังวงโคจรของดาวเนปจูนและมีวัตถุน้ำแข็งจำนวนมาก คล้ายกับพลูโต ก่อนจะถูกแรงโน้มถ่วงของเนปจูนดึงเข้ามาเป็นบริวาร
ข้อมูลจาก JWST เสนอภาพเหตุการณ์ต่อเนื่องว่า เมื่อไทรทันถูกเนปจูนจับไว้ในช่วงแรกของประวัติศาสตร์ระบบสุริยะ แรงโน้มถ่วงมหาศาลของมันอาจรบกวนและ ทำลายระบบดวงจันทร์น้ำแข็งขนาดใหญ่เดิมของเนปจูน ซึ่งเคยโคจรไปในทิศทางปกติ
หลังเหตุการณ์ชนและแตกสลาย เศษวัตถุที่เหลือค่อย ๆ ถูกแรงโน้มถ่วงดึงกลับมารวมตัวกัน จนเกิดเป็นดวงจันทร์ชั้นในขนาดเล็กอย่างลาริสซา กาเลเทีย และโพรเทียส รวมถึงวัสดุที่กลายเป็นวงแหวนในปัจจุบัน
ดวงจันทร์รุ่นใหม่เหล่านี้มีขนาดเล็กกว่าวัตถุแม่เดิมมาก จึงไม่สามารถสร้างความร้อนภายในได้เพียงพอที่จะหลอมละลายน้ำแข็งและผลิตแร่ดินเหนียวขึ้นมาใหม่ แต่พวกมันยังคงรักษาวัสดุที่เคยอยู่ลึกภายในวัตถุขนาดใหญ่เอาไว้
แนวคิดนี้ช่วยอธิบายปริศนาสำคัญว่า เหตุใดเว็บบ์จึงพบแร่ดินเหนียว แต่ไม่พบสัญญาณของน้ำแข็งบนวัตถุเหล่านี้: เปลือกน้ำแข็งดั้งเดิมอาจถูกกระแทกและกระจายออกไปในเหตุการณ์ทำลายล้าง เหลือเพียงวัสดุจากส่วนภายในที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเคมีแล้ว
แม้การถูกไทรทันทำลายจะเป็นสมมติฐานหลัก แต่นักวิจัยยังไม่ตัดความเป็นไปได้อีกทางหนึ่ง นั่นคือแร่ดินเหนียวอาจมาจาก วัตถุจากแถบไคเปอร์ขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างแยกชั้นภายใน ซึ่งอาจมีขนาดใกล้เคียงพลูโต วัตถุนั้นอาจเข้าใกล้เนปจูนมากเกินไปจนถูกแรงน้ำขึ้นน้ำลงของดาวเคราะห์ฉีกออกเป็นชิ้น ๆ
ไม่ว่าเหตุการณ์ใดจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ข้อสรุปสำคัญยังเหมือนเดิม นั่นคือวัสดุที่ปรากฏบนดวงจันทร์ชั้นในและวงแหวนของเนปจูนมาจากส่วนลึกภายในวัตถุที่เคยมีขนาดใหญ่กว่าพวกมันมาก
การค้นพบนี้เปลี่ยนภาพของระบบบริวารเนปจูนจากกลุ่มวัตถุน้ำแข็งดั้งเดิมที่ไม่เคยถูกรบกวน ไปเป็น ผู้รอดชีวิตจากการจัดระเบียบระบบดาวเคราะห์ครั้งใหญ่
เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอาจเคยเกิดขึ้นรอบดาวเคราะห์ยักษ์น้ำแข็งหรือดาวเคราะห์ยักษ์ดวงอื่น เช่น ยูเรนัสและดาวเสาร์ด้วย การตรวจวัดอินฟราเรดของ JWST จึงอาจเป็นแนวทางสำคัญในการค้นหาประวัติที่ซ่อนอยู่ของระบบวงแหวนและดวงจันทร์เหล่านั้น
การศึกษานี้ยังแสดงให้เห็นจุดแข็งของ JWST อย่างชัดเจน: ความสามารถในการตรวจหาแร่และน้ำแข็งจากแสงอินฟราเรดของวัตถุขนาดเล็กและส่องสว่างน้อย ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้พื้นผิวของดวงจันทร์เป็นหลักฐานย้อนรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีก่อนได้