ตลาดตอบรับด้วยแรงซื้อจากความโล่งอก ราคาน้ำมันร่วงตามความเสี่ยงด้านสงครามที่ลดลง แต่เพียงหนึ่งวันต่อมา ความกังวลเรื่องเงินลงทุนมหาศาลสำหรับ AI และความแข็งแกร่งของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ก็กลับมาเป็นประเด็นหลัก จนทำให้หุ้นเทคโนโลยีและตลาดเอเชียถูกเทขายอย่างหนัก
การผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นตัวเร่งสำคัญของการฟื้นตัวในวันที่ 27 กรกฎาคม หลังสหรัฐฯ ระงับการโจมตีเป็นคืนที่สอง และอิหร่านยอมพักการสู้รบหากสหรัฐฯ ยังคงระงับปฏิบัติการทางทหาร สถานการณ์ดังกล่าวลดความกังวลเรื่องสงครามที่อาจขยายวงกว้าง รวมถึงความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เมื่อความเสี่ยงจากสงครามลดลง “ค่าพรีเมียมความเสี่ยงด้านสงคราม” ที่สะสมอยู่ในราคาน้ำมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงประมาณ 4% มาอยู่ที่ 92.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามรายงานของ Reuters
ตลาดหุ้นจึงเกิดแรงซื้อในวงกว้าง โดยมีความเคลื่อนไหวสำคัญดังนี้
ไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจระงับปฏิบัติการทางทหารเพื่อเปิดทางให้การทูตเดินหน้าต่อ
อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้มองว่าการพักรบนี้มั่นคงเต็มที่ เพราะกลุ่มฮูตีโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ยูเครนโจมตีเรือพาณิชย์ของอิหร่านในทะเลแคสเปียนในช่วงสุดสัปดาห์เดียวกัน ถึงอย่างนั้น เรื่องเล่าหลักของตลาดในวันจันทร์ยังคงเป็น “ความโล่งอก”
เมื่อเข้าสู่วันที่ 28 กรกฎาคม แรงซื้อจากข่าวพักรบเริ่มแตกกระจาย และถูกแทนที่ด้วยแรงเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เผยให้เห็นรอยร้าวของตลาดกระทิงที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างชัดเจน
ETF iShares Semiconductor หรือ SOXX ร่วงมากกว่า 3% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด ขณะที่ฟิวเจอร์ส Nasdaq พลิกเป็นลบ หุ้น Nvidia ลดลง 5% และตลาดหุ้นเอเชียที่มีสัดส่วนหุ้นชิปสูงได้รับแรงกระแทกหนักกว่า โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน
แรงเทขายครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัยที่มาบรรจบกัน ได้แก่
ผลลัพธ์คือเกิดความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างหุ้นแต่ละกลุ่ม Dow Jones ซึ่งมีหุ้นอุตสาหกรรมและหุ้นเชิงรับจำนวนมากยังทรงตัวได้ดี ขณะที่ Nasdaq และตลาดเอเชียซึ่งพึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์มากกว่าปรับตัวลงแรง
ช่วงวันที่ 27–28 กรกฎาคมยังสะท้อนให้เห็นว่าตลาดสินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป
ราคาน้ำมันดิบยังลดลงต่อในวันอังคาร โดย Brent เคลื่อนตัวลงใกล้ระดับ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการพักรบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงอยู่ แต่ราคาน้ำมันที่ลดลงไม่ได้ทำให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงค่อนข้างทรงตัว สะท้อนว่าตลาดยังไม่เชื่อว่าการลดลงของราคาน้ำมันจะช่วยลดเงินเฟ้อได้มากพอที่จะเปลี่ยนความคาดหวังต่อนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด
เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงโดยรวม ขณะที่นักลงทุนปรับสถานะก่อนการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของเฟด ส่วนตลาดเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากแรงเทขายหุ้นชิป ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ และยุโรปประคองตัวได้ดีกว่า เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหุ้นกลุ่มวัสดุและอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เทคโนโลยี
ความแตกต่างระหว่าง Dow Jones ที่ยังปรับขึ้นกับ Nasdaq ที่ร่วงลงจึงดูเหมือนเป็นการหมุนเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยี มากกว่าจะเป็นภาวะตื่นตระหนกทั้งระบบ แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าภาคเทคโนโลยีมีความเปราะบางมากขึ้น หากนักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจว่าการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI จะเติบโตต่อไปได้
ท่ามกลางความผันผวน นักลงทุนยังต้องรับมือกับการประชุมเฟดในวันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งถูกมองว่าเป็นการประชุมที่ผลลัพธ์ยัง “เปิดกว้าง” หรือเป็นการประชุมที่ตลาดต้องจับตาเป็นพิเศษ
ข้อมูลจากหลายรายงานระบุว่า ตลาดกำลังประเมินโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยไว้ที่ 38% ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติสำหรับการประชุมที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนจำนวนมากคาดว่าเฟดจะใช้ท่าทีระมัดระวัง Saxo Bank ระบุว่าการประชุมครั้งนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง และนักลงทุนกังวลว่าเฟดอาจส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าที่คาด
ความเสี่ยงด้านดอกเบี้ยกดดันหุ้นเติบโตและหุ้นชิปเป็นพิเศษ เพราะหุ้นเหล่านี้มักอาศัยความคาดหวังต่อกำไรในอนาคต หากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตก็มีแนวโน้มถูกประเมินลดลง
พื้นฐานตลาดก่อนเข้าสู่ช่วงดังกล่าวก็ไม่ได้แข็งแกร่งเต็มที่ S&P 500 และ Nasdaq เพิ่งปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน ขณะที่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสสองให้สัญญาณผสม แม้บางกลุ่มเริ่มต้นได้ดี แต่หุ้นชิปยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
คำถามใหญ่ของธีม AI จึงไม่ใช่เพียงว่าเทคโนโลยีนี้เติบโตได้หรือไม่ แต่คือบริษัทต่าง ๆ จะเปลี่ยนเงินลงทุนมหาศาลในชิปและศูนย์ข้อมูลให้กลายเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้หรือไม่
สัปดาห์วันที่ 27–31 กรกฎาคมถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่หนาแน่นที่สุดของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ และเป็นช่วงเวลาสำคัญของนโยบายเฟดในปี 2026
บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เหล่านี้มีความสำคัญต่อหุ้นชิป เพราะการใช้จ่ายของบริษัทเหล่านี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าความต้องการชิป AI จะเติบโตต่อไป
เหตุการณ์ที่ตลาดจับตา ได้แก่
เหตุการณ์สองวันนี้สะท้อนความขัดแย้งสำคัญของตลาดในปี 2026 อย่างชัดเจน ด้านหนึ่ง การลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยเศรษฐกิจในวงกว้าง รวมถึงหุ้นกลุ่มที่ไม่ใช่เทคโนโลยี
แต่อีกด้านหนึ่ง ความเหนื่อยล้าจากการลงทุน AI การแข่งขันจากจีน และความเสี่ยงที่เฟดอาจใช้นโยบายเข้มงวด กลับกดดันภาคส่วนที่เป็นผู้นำตลาดกระทิงมาตลอด นั่นคือหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์
ผลประกอบการของ Big Tech และการตัดสินใจของเฟดจึงเป็นบททดสอบสำคัญว่า การร่วงลงของหุ้นชิปเป็นเพียงการปรับพอร์ตชั่วคราว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการคลายสถานะลงทุนในธีม AI ที่ลึกกว่านั้น