ทางการซาอุดีอาระเบียกล่าวโทษ “กองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายที่อิหร่านสนับสนุน” ในอิรักว่าอยู่เบื้องหลังความพยายามดังกล่าว ขณะที่อิรักสั่งสอบสวนข้อกล่าวหา และริยาดเรียกร้องให้แบกแดดป้องกันไม่ให้ดินแดนของตนถูกใช้เป็นฐานยิงโจมตีซาอุดีอาระเบีย
วันที่ 28 กรกฎาคม ซาอุดีอาระเบียรายงานการสกัดโดรนอีกระลอกหนึ่ง นับเป็นเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันครั้งที่สองภายในเวลาไม่ถึงสองวัน กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียระบุว่า ราชอาณาจักร “สงวนสิทธิ์ที่จะตอบโต้” ในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม
ก่อนหน้านั้น ระหว่างวันที่ 22–23 กรกฎาคม กลุ่มฮูษี หรืออันซอรุลลอฮ์ (Ansar Allah) ในเยเมน อ้างว่าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำ ได้แก่ Encelia และ Layla ขณะเดินเรือในทะเลแดง โดยใช้อาวุธหลายชนิด ทั้งขีปนาวุธพิสัยใกล้ ขีปนาวุธร่อน และโดรน
กลุ่มฮูษีอ้างว่าเรือทั้งสองลำฝ่าฝืน “การปิดล้อมทางทะเล” ที่กลุ่มประกาศต่อซาอุดีอาระเบียก่อนหน้านั้นหลายวัน ต่อมาสำนักข่าวซาอุดีอาระเบียยืนยันว่าเรือลำหนึ่งเกิดไฟไหม้ ขณะที่รายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับการโจมตีอีกลำยังมีรายละเอียดไม่ครบถ้วน
กลุ่มฮูษี ซึ่งเป็นขบวนการติดอาวุธในเยเมนที่มีแนวร่วมกับอิหร่าน พยายามวางเหตุการณ์นี้ไว้ในกรอบการข่มขู่เส้นทางส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย โดยอ้างว่าอาจทำให้เกิด “จุดคอขวด” แห่งที่สองของอุปทานน้ำมันโลก นอกเหนือจากความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
การโจมตีจากอิรักและเหตุโจมตีเรือในทะเลแดงเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และทั้งสองเหตุการณ์พุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์ด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย จึงถูกมองว่าอาจเป็นแรงกดดันหลายแนวรบจากกลุ่มที่อยู่ฝ่ายเดียวกับอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวยังไม่ได้ยืนยันโดยตรงว่าเหตุการณ์ทั้งสองเป็นปฏิบัติการที่ประสานงานกัน โดยบางรายงานระบุว่ายังไม่ชัดเจนว่าเป็นเหตุที่เชื่อมโยงกันหรือเกิดขึ้นแยกจากกัน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานปิโตรเลียมและการขนส่งทางทะเลกำลังถูกใช้เป็นจุดกดดันในความขัดแย้งระดับภูมิภาค
ทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญต่อการขนส่งพลังงานระหว่างตะวันออกกลางกับตลาดโลก หากการเดินเรือถูกรบกวนในทั้งสองพื้นที่พร้อมกัน ผู้ประกอบการอาจต้องหลีกเลี่ยงเส้นทาง เสียเวลาและต้นทุนมากขึ้น และตลาดน้ำมันอาจเผชิญความกังวลเรื่องอุปทานตึงตัว
หลังกลุ่มฮูษีอ้างโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การหยุดชะงักของการเดินเรือขยายความกังวลจากทะเลแดงไปถึงอ่าวเปอร์เซีย สหภาพยุโรประบุว่าการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและคำขู่ปิดล้อมเป็นการยกระดับสถานการณ์ที่ “ไม่อาจยอมรับได้และผิดกฎหมาย” พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มฮูษียุติการกระทำที่เป็นอันตรายต่อการเดินเรือระหว่างประเทศ
เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหลังการโจมตีทางอากาศและการตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินต่อเนื่องเกือบสองสัปดาห์ กองทัพสหรัฐฯ หยุดปฏิบัติการใหม่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ขณะที่อิหร่านก็ยังไม่ได้เดินหน้าการโจมตีตอบโต้ในช่วงดังกล่าว ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่ช่วงหยุดยิงหรือพักการสู้รบโดยพฤตินัย
ผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และปากีสถานพยายามผลักดันให้วอชิงตันกับเตหะรานกลับเข้าสู่การเจรจา โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่าการหารือที่อังการาในเดือนมิถุนายนมี “ความคืบหน้าที่น่าเป็นกำลังใจ” และมีการตกลงระงับมาตรการคว่ำบาตรเป็นเวลา 60 วันภายใต้บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด
แต่ช่วงพักรบยังคงไม่มั่นคง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่าข้อตกลงชั่วคราว “จบลงแล้ว” หลังอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวต อย่างไรก็ตาม Reuters รายงานว่าเขาไม่ได้ย้ำถ้อยคำดังกล่าวในการประชุมนาโต ทำให้ยังมีการประเมินว่าเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางยุทธวิธี มากกว่าจะเป็นการถอนตัวจากการเจรจาโดยสิ้นเชิง
นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติเตือนว่า การโจมตีและการตอบโต้ที่เพิ่มขึ้นอาจนำภูมิภาคกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจและกลับมาเจรจากันโดยเร่งด่วน
ในทางการเมือง เหตุโจมตีครั้งล่าสุดเพิ่มแรงกดดันต่อซาอุดีอาระเบียและทำให้การคุมสถานการณ์ของอิรักถูกจับตามองมากขึ้น ขณะเดียวกัน การตอบโต้ต่อกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่มีรายงานว่าสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียดำเนินการร่วมกัน อาจเปิดวงจรการยกระดับรอบใหม่
ในทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความเสียหายต่อสถานที่หรือเรือแต่ละแห่งเท่านั้น แต่รวมถึงต้นทุนประกันภัย การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ และความผันผวนของราคาพลังงานทั่วโลกด้วย การที่ทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซถูกมองว่าอาจเป็น “สองจุดคอขวด” พร้อมกัน จึงทำให้ตลาดและรัฐบาลต่าง ๆ กังวลมากขึ้น
ณ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงรักษาการยับยั้งการโจมตีตอบโต้เป็นวันที่สาม ขณะที่ผู้ไกล่เกลี่ยพยายามประคองการเจรจาให้เดินหน้าต่อ แต่เหตุการณ์ในซาอุดีอาระเบียสะท้อนว่า แม้คู่ขัดแย้งหลักจะพักการสู้รบ ความขัดแย้งผ่านกลุ่มพันธมิตรและผลกระทบต่อเส้นทางพลังงานยังคงทำให้ช่องทางการทูตมีความเสี่ยงสูง