ฟีฟ่าวางแผนที่จะขายหุ้นส่วนน้อยแบบไม่มีอำนาจควบคุมให้กับนักลงทุนเอกชน โดยตั้งเป้าระดมทุนสูงถึง 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.51 แสนล้านบาท) รายได้ที่ได้คาดว่าจะนำไปใช้พัฒนาฟุตบอลทั่วโลก และเพิ่มเงินสนับสนุนให้แก่สมาคมฟุตบอลแห่งชาติทั้ง 211 แห่ง หากพวกเขาสนับสนุนแผนนี้
FFE จะเป็นบริษัทย่อยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฟีฟ่า โดยจะรวมการดำเนินงานด้านพาณิชย์และการจัดการแข่งขันทั้งหมดของฟุตบอลโลก รวมถึงฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกที่ขยายรูปแบบ ฟีฟ่าประเมินมูลค่า FFE ไว้ที่ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะขายหุ้นไม่เกิน 20% ให้กับนักลงทุนภายนอก ฟีฟ่ายืนยันว่านักลงทุนภายนอกจะไม่มีบทบาทในการดำเนินงาน
กลุ่มนักลงทุนหลักที่คาดว่าจะเข้าร่วมคือ Thrive Eternal บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายน 2026 และบริหารโดย โจชัว คุชเนอร์ ซึ่งเป็นน้องชายของ จาเร็ด คุชเนอร์ (บุตรเขยของโดนัลด์ ทรัมป์) รายงานจากหลายสำนักข่าวระบุว่ากลุ่มนักลงทุนนี้รวมถึง "สมาชิกของตระกูลคุชเนอร์" และมี "ความเชื่อมโยงกับครอบครัวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์"
การมีส่วนร่วมของตระกูลคุชเนอร์กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง โดยนักการเมืองพรรคเดโมแครตในสหรัฐฯ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แผนนี้
ยูฟ่าออกแถลงการณ์อย่างรุนแรง ระบุว่า: "นี่ไม่ใช่ของฟีฟ่าที่จะขาย ไม่มีใครเป็นเจ้าของฟุตบอล นี่เป็นการข้ามเส้นที่องค์กรปกครองฟุตบอลไม่ควรทำ" ยูฟ่ากล่าวหาฟีฟ่าว่าพยายาม "ขายจิตวิญญาณของฟุตบอล" และปฏิบัติต่อฟุตบอลโลกเสมือน "สินทรัพย์ที่จะซื้อขาย"
ยูฟ่าได้เรียกประชุมฉุกเฉินทางออนไลน์ของสมาคมสมาชิกทั้ง 55 ชาติในสัปดาห์นี้เพื่อประสานงานคัดค้าน และมีรายงานว่าชาติยุโรปกำลังหารือถึงการบอยคอตฟุตบอลโลก หากอินฟานติโนเดินหน้าแผนนี้ นอกจากนี้ แอนดี้ เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์แผนดังกล่าว โดยกล่าวว่าฟุตบอลโลก "ไม่ใช่สินค้า"
ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2026 อเล็กซานเดอร์ เชเฟริน ประธานยูฟ่า ได้บอยคอตนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 (สเปน vs อาร์เจนตินา ที่นิวเจอร์ซีย์) โดยปฏิเสธที่จะนั่งในอัฒจันทร์วีไอพี
สาเหตุของการบอยคอตเกิดจากข้อพิพาทหลายประการ โดยเฉพาะการที่ฟีฟ่ากลับคำสั่งแบนหนึ่งนัดของโฟลาริน บาโลกัน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ หลังจากที่มีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์เข้าแทรกแซง รวมถึงปัญหาด้านผู้ตัดสินและการปฏิบัติต่อทีมชาติอิหร่าน รอยเตอร์และดิแอธเลติกยืนยันว่าการบอยคอตครั้งนี้เป็นการประท้วงโดยตรงต่อการบริหารงานของฟีฟ่าและความสัมพันธ์ที่แตกร้าวระหว่างสององค์กร
เดอะเทเลกราฟรายงานว่ายูฟ่าเรียกการตัดสินใจของฟีฟ่าในการลดโทษแบนบาโลกันว่า "ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน, เข้าใจไม่ได้, และไม่มีเหตุผลอันสมควร" และกล่าวว่าฟีฟ่าได้ "ข้ามเส้นแดง" ไปแล้ว
แผน FFE นี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาคมฟุตบอลทั้ง 211 ชาติ โดยฟีฟ่ามีแผนจะเพิ่มเงินสนับสนุนเป็นแรงจูงใจ ข้อเสนอนี้ต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสภาคองเกรสหรือสภาฟีฟ่า แม้ยังไม่ชัดเจนถึงกลไกการลงคะแนน แต่ยูฟ่าที่มี 55 เสียง ถือเป็นกลุ่มที่คัดค้านอย่างแข็งแกร่ง