จำนวนผู้ที่ต้องออกจากบ้านหรือได้รับคำสั่งให้อยู่แต่ภายในที่พักเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดสัปดาห์:
หลายสำนักข่าวอธิบายเหตุการณ์นี้ว่าเป็นหนึ่งในปฏิบัติการอพยพประชาชนจากไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป
| พื้นที่ | ตัวเลขสำคัญ | แหล่งข้อมูล |
|---|---|---|
| แคว้นฌีรงด์ ใกล้บอร์โดซ์ ฝรั่งเศส | ราว 42,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 104,000 เอเคอร์ | |
| ฝรั่งเศสทั้งประเทศ | ราว 98,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 242,000 เอเคอร์ ภายในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม | |
| สเปนทั้งประเทศ | ราว 152,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 376,000 เอเคอร์ |
พื้นที่ 42,000 เฮกตาร์เป็นตัวเลขของไฟป่าครั้งเดียวในแคว้นฌีรงด์ ซึ่งทางการฝรั่งเศสรายงาน ณ วันที่ 26–27 กรกฎาคม และทำให้เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรวม 98,000 เฮกตาร์ของฝรั่งเศสและ 152,000 เฮกตาร์ของสเปนมาจากรายงานเดียว และอาจหมายถึงยอดสะสมของฤดูไฟป่าทั้งฤดูกาล ไม่ใช่พื้นที่จากเหตุการณ์นี้เพียงครั้งเดียว ก่อนหน้านี้ ไฟป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสเปนใกล้แคว้นอารากอนก็เผาพื้นที่ไปแล้วราว 7,700 เฮกตาร์ หรือใกล้เคียงพื้นที่ของเมืองซานฟรานซิสโก
ไฟป่าไม่ได้กระทบเฉพาะชุมชนและเส้นทางคมนาคม แต่ยังรบกวนกิจกรรมสำคัญในช่วงฤดูท่องเที่ยวของยุโรปด้วย
ฝรั่งเศสต้องขอแรงสนับสนุนจากทั้งกองทัพและประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรับมือกับไฟหลายจุดที่ปะทุพร้อมกัน
นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและหน่วยงานที่ติดตามสถานการณ์มองว่า ความร้อนจัดและความแห้งแล้งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟครั้งนี้ลุกลามอย่างรวดเร็ว
ยุโรปเป็นทวีปที่ร้อนขึ้นเร็วที่สุด และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ช่วงอากาศร้อนจัดมีความรุนแรงมากขึ้น คลื่นความร้อนซ้ำหลายระลอกและปริมาณฝนที่น้อยลงทำให้พืชพรรณแห้ง กลายเป็นเชื้อเพลิงจำนวนมากในป่าและพื้นที่ชนบท
นักวิจัยอธิบายฤดูร้อนปี 2026 ว่า “รุนแรงเป็นพิเศษ” โดยมีทั้งคลื่นความร้อนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและสภาพอากาศแห้งแล้ง จนเกิดสภาพแวดล้อมที่ติดไฟได้ง่ายอย่างยิ่ง ฝรั่งเศสเผชิญคลื่นความร้อนแล้ว 3 ระลอกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทำสถิติ 3 วันที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติ และอุณหภูมิในบางพื้นที่สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส
หนังสือพิมพ์ Le Monde รายงานว่านักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ประหลาดใจกับสถิติความร้อนครั้งนี้ พร้อมเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ “เขตอันตราย” หลังภัยแล้งแตะระดับประวัติการณ์ และพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้มีมากกว่าทุกปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าไม่ควรสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุโดยตรงของไฟป่าแต่ละจุด แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้สอดคล้องกันว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ดึงความชื้นออกจากพืชพรรณ และเพิ่มเงื่อนไขให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่หรือ “เมกะไฟร์” ได้ง่ายขึ้น