ในช่วงบ่ายของวันที่ 28 กรกฎาคม นิกเคอิลดลง 14.5% จากสถิติสูงสุดในเดือนมิถุนายน แม้เงินเยนที่อ่อนค่าตามปกติจะช่วยหนุนหุ้นบริษัทส่งออกของญี่ปุ่น แต่ไม่สามารถหยุดการปรับตัวลงครั้งนี้ได้ เนื่องจากแรงขายกระจุกอยู่ในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ราคาสูงซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนดัชนี
ส่วนดัชนี Topix ซึ่งสะท้อนตลาดหุ้นญี่ปุ่นในวงกว้างกว่า ลดลง 2.52% มาอยู่ที่ 3,963.59 จุด ขณะที่รายงานอีกฉบับประเมินว่าดัชนีลดลงราว 2.3% มาอยู่ใกล้ 3,973 จุด ความแตกต่างระหว่างนิกเคอิที่ร่วงเกือบ 4% กับ Topix ที่ลดลงประมาณ 2.3–2.5% สะท้อนโครงสร้างของนิกเคอิซึ่งเป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักด้วย “ราคาหุ้น” ไม่ใช่มูลค่าตลาด ทำให้หุ้นชิปที่มีราคาต่อหุ้นสูงมีอิทธิพลต่อดัชนีมากเป็นพิเศษ
แรงขายรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นกับหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ราคาสูงที่มีน้ำหนักต่อดัชนีนิกเคอิ 225 อย่างมีนัยสำคัญ หุ้นที่ปรับตัวลงเด่นชัด ได้แก่ Advantest, Tokyo Electron และ Kioxia โดย Kioxia ร่วงถึง 18% ขณะที่ SoftBank ลดลงมากกว่า 6%
ด้าน Tokyo Electron ลดลงมากกว่า 9% และ Advantest ร่วงมากกว่า 8% การปรับตัวลงของหุ้นเหล่านี้จึงขยายแรงกดดันต่อนิกเคอิ 225 มากกว่าดัชนี Topix ซึ่งมีการกระจายน้ำหนักไปยังหุ้นหลายกลุ่มมากกว่า
ช่วงสุดสัปดาห์วันที่ 25–26 กรกฎาคม The Wall Street Journal รายงานว่า Nvidia กำลังเจรจาเพื่อค้ำประกันทางการเงินมูลค่าราว 2.5 แสนล้านดอลลาร์ให้ OpenAI เพื่อช่วยบริษัทผู้พัฒนา ChatGPT เช่าโครงการศูนย์ข้อมูลขนาด 10 กิกะวัตต์ ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทพลังงานในเครือของ SoftBank
นอกจากนี้ Nvidia ยังมีส่วนเกี่ยวข้องแยกต่างหากกับการจัดหาเงินทุนมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์สำหรับการซื้อชิปของ Nvidia โดย OpenAI ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงด้าน AI ที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 7.5 แสนล้านดอลลาร์
ข่าวดังกล่าวทำให้ตลาดกลับมากังวลเรื่อง “circular AI” หรือการลงทุนแบบหมุนเวียน กล่าวโดยง่ายคือ Nvidia อาจช่วยจัดหาเงินทุนหรือค้ำประกันให้ OpenAI จากนั้น OpenAI ก็นำเงินไปซื้อชิปของ Nvidia ทำให้ความต้องการชิปดูสูงขึ้น แม้ยังมีคำถามว่ารายได้จากผู้ใช้งานปลายทางจะเพียงพอรองรับการลงทุนขนาดใหญ่นี้หรือไม่
โครงสร้างดีลลักษณะนี้เคยถูกระบุว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ค้ำจุนกระแส AI ในปี 2026 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม หุ้น Nvidia ร่วงราว 5% ในตลาดวอลล์สตรีท และความกังวลดังกล่าวก็แพร่ไปยังตลาดเอเชียในวันถัดมา
อย่างไรก็ตาม รายงานเกี่ยวกับการเจรจาดังกล่าวเป็นการรายงานในระหว่างที่ดีลยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ใช่การยืนยันว่าธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์แล้ว
อีกปัจจัยสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม หลัง The Information รายงานว่า บริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐในเซี่ยงไฮ้เริ่มผลิตเครื่องจักรลิโทกราฟีแบบ immersion deep ultraviolet หรือ DUV ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการผลิตชิปและเป็นตลาดที่ ASML ผู้ผลิตจากเนเธอร์แลนด์ครองความโดดเด่นมาเป็นเวลานาน
มีรายงานว่าเครื่องจักรดังกล่าวคาดว่าจะส่งมอบภายในปีนี้ให้ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของจีน เช่น SMIC, Hua Hong และ CXMT แม้ความสามารถของระบบจีนยังตามหลังอุปกรณ์ชั้นนำของ ASML ในด้านประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ แต่ข่าวนี้ทำให้นักลงทุนเริ่มประเมินใหม่ว่า การพึ่งพาอุปกรณ์ตะวันตกและญี่ปุ่นของจีนอาจลดลงในอนาคต
หุ้น ASML ร่วงประมาณ 6.8% หลังข่าวดังกล่าว ขณะที่ Applied Materials, Lam Research และ KLA Corp ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลงแรงตามไปด้วย เมื่อเข้าสู่การซื้อขายในเอเชีย ข่าวนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อการแข่งขันและอำนาจในการกำหนดราคาของผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปจากตะวันตกและญี่ปุ่น
หุ้นหน่วยความจำเผชิญแรงกดดันอยู่แล้วก่อนตลาดวันที่ 28 กรกฎาคม โดยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม SanDisk ร่วง 11% และ Micron ปรับตัวลงแรง ขณะที่ดัชนี Philadelphia Semiconductor ลดลง 4.2%
แรงขายลุกลามไปยังผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ของเกาหลีใต้ในวันถัดมา โดย SK Hynix ร่วง 11% และ Samsung Electronics ลดลงมากกว่า 8% ตลาดกังวลว่าการเพิ่มกำลังผลิตของ CXMT หรือ ChangXin Memory Technologies ผู้ผลิตหน่วยความจำของจีน อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ตลาด NAND กำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นเกินและราคาถูกกดดัน
สำหรับนักลงทุน ภาพดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงสองด้านพร้อมกัน คืออุปทานชิปความจำที่อาจเพิ่มเร็วกว่าความต้องการ และการแข่งขันจากผู้ผลิตจีนที่อาจเข้ามากดดันส่วนแบ่งตลาดและราคาในอนาคต
ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เอเชียของ Bloomberg ลดลงมากถึง 7.5% ในวันที่ 28 กรกฎาคม ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของ Nasdaq 100 ลดลง 1% ก่อนเปิดตลาดสหรัฐฯ
การปรับตัวลงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าตลาดมองว่า AI จะหายไป แต่สะท้อนการเปลี่ยนคำถามจาก “AI จะเติบโตแค่ไหน” เป็น “การลงทุนจำนวนมหาศาลในศูนย์ข้อมูลและชิปจะสร้างผลตอบแทนกลับมาเมื่อใด”
ความกังวลเรื่องดีลการเงินแบบหมุนเวียนทำหน้าที่เป็นแกนกลางที่เชื่อมปัจจัยต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ได้แก่ ดีล Nvidia–OpenAI ที่อาจทำให้เกิดคำถามเรื่องคุณภาพของอุปสงค์ ความก้าวหน้าด้าน DUV ของจีนที่อาจกระทบอำนาจการกำหนดราคาของผู้ผลิตอุปกรณ์ และภาวะหน่วยความจำล้นตลาดที่บ่งชี้ว่าอุปทานอาจเพิ่มเร็วกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานคาดการณ์ไว้
ดังนั้น การเทขายวันที่ 28 กรกฎาคมจึงเป็นมากกว่าการตอบสนองต่อข่าวใดข่าวหนึ่ง แต่เป็นการปรับลดความคาดหวังต่อทั้งระบบนิเวศ AI ตั้งแต่ผู้ผลิตชิป อุปกรณ์ผลิตชิป หน่วยความจำ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล