การเปิด early access ครั้งนี้เป็นไปตามกรอบเวลาที่ฝ่ายบริหารเคยระบุไว้ระหว่างการรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ว่าจะเปิดตัวในช่วงฤดูร้อนปี 2026 อย่างไรก็ตาม Schrödinger ยังไม่ได้ประกาศวันที่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ โดยช่วง early access มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากลูกค้าและขยายการใช้งานภายใต้โมเดลการคิดค่าซอฟต์แวร์ตามปริมาณการประมวลผล
หัวใจของ Bunsen คือการนำ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) มาทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มการสร้างแบบจำลองโมเลกุลบนพื้นฐานฟิสิกส์ของ Schrödinger เช่น FEP+, molecular docking และ molecular dynamics หรือ MD
พูดให้เห็นภาพง่ายขึ้น LLM ทำหน้าที่เป็นชั้นสำหรับทำความเข้าใจโจทย์และวางแผน เช่น นักวิจัยต้องการค้นหาโมเลกุลที่อาจจับกับโปรตีนเป้าหมายได้ดีขึ้น ระบบจะช่วยแปลงโจทย์ดังกล่าวเป็นแผนการคำนวณที่เหมาะสม จากนั้นเอนจินฟิสิกส์จะเข้ามาประเมินคุณสมบัติของโมเลกุลด้วยวิธีการคำนวณที่เข้มงวดและผ่านการตรวจสอบกับผลการทดลอง
แนวทางนี้ต่างจากการใช้ LLM อ่านเอกสารแล้วเสนอไอเดียเพียงอย่างเดียว เพราะ Bunsen เชื่อมการให้เหตุผลของ AI เข้ากับการคำนวณเชิงฟิสิกส์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ Dr. Karen Akinsanya อธิบายว่าการผสาน AI กับการคำนวณจากหลักการพื้นฐานอาจช่วยเปิดพื้นที่เป้าหมายทางชีววิทยาที่ยังไม่เคยสำรวจมาก่อน
ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากการจำลองยังคงเป็นข้อมูลสำหรับช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่หลักฐานว่าผู้สมัครยาจะได้ผลหรือปลอดภัยในมนุษย์ การยืนยันด้วยการทดลองและการประเมินโดยนักวิจัยยังเป็นขั้นตอนจำเป็น
Bunsen ทำงานเป็นวงจรปิดที่เชื่อมการตีความโจทย์ การคำนวณ และการปรับแผนเข้าด้วยกัน โดยมี 4 ฟังก์ชันหลักดังนี้
Understand — ทำความเข้าใจ
ตีความเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ของนักวิจัยจากภาษาธรรมชาติ
Strategize — วางกลยุทธ์
พัฒนาแผนการคำนวณและเลือกวิธีการจำลองบนพื้นฐานฟิสิกส์ที่เหมาะกับโจทย์
Execute — ลงมือดำเนินการ
รันเวิร์กโฟลว์ค้นพบโมเลกุลโดยอัตโนมัติ เช่น docking, free-energy perturbation และการคาดการณ์ ADME ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดูดซึม การกระจายตัว เมแทบอลิซึม และการขับออกของสาร
Iterate — ทำซ้ำและปรับปรุง
วิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้ แล้วปรับแนวทางสำหรับรอบถัดไป ทำให้เกิดวงจรระหว่างเหตุผลของ AI กับผลจากการจำลองบนพื้นฐานฟิสิกส์
โครงสร้างนี้ทำให้นักวิจัยสามารถสั่งการแคมเปญคำนวณหลายขั้นตอนด้วยภาษาธรรมชาติ ขณะที่ Bunsen รับหน้าที่ประสานเวิร์กโฟลว์และจัดการการคำนวณที่อยู่เบื้องหลัง
Co-Scientist เป็นระบบ AI แบบหลายเอเจนต์ที่สร้างบน Gemini 2.0 และมุ่งเน้นการสร้างสมมติฐานอย่างเป็นระบบ รวมถึงการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยของระบบได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026
ระบบใช้เอเจนต์เฉพาะทาง 7 ตัว เช่น Generation, Ranking, Evolution และ Proximity เพื่อสร้าง อภิปราย จัดลำดับ และปรับปรุงสมมติฐาน โดยมีรายงานว่าสามารถเสนอสมมติฐานด้านการรักษาใหม่ ๆ ได้ เช่น แนวทางนำยากลับมาใช้รักษาพังผืดในตับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบด้วยการทดลอง
ความแตกต่างจาก Bunsen: Co-Scientist เป็นเครื่องมือทั่วไปสำหรับสร้างสมมติฐานทางชีวการแพทย์ ไม่ได้ผนวกการจำลองโมเลกุลบนพื้นฐานฟิสิกส์ไว้โดยตรง จึงยังต้องพึ่งเครื่องมือภายนอกหรือนักวิจัยในการดำเนินงานด้านเคมีคำนวณ
Robin เป็นระบบ AI แบบหลายเอเจนต์สำหรับการค้นคว้าทางชีววิทยาแบบครบวงจร และมีผลงานตีพิมพ์ใน Nature เช่นกันในเดือนพฤษภาคม 2026 ระบบครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสมมติฐาน การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการสร้างข้อค้นพบต่อยอดในเวิร์กโฟลว์เดียว
Robin แสดงความสามารถด้วยการระบุ ripasudil ซึ่งเป็นยาที่มีใช้อยู่สำหรับโรคต้อหิน ว่าอาจเป็นแนวทางรักษาภาวะจอประสาทตาเสื่อมตามอายุชนิดแห้ง หรือ dAMD ระบบประกอบด้วยเอเจนต์เฉพาะทาง เช่น Crow สำหรับถามตอบจากวรรณกรรมวิชาการ, Falcon สำหรับสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก, Owl สำหรับตอบคำถาม และ Phoenix สำหรับเขียนโค้ดและวิเคราะห์ข้อมูล
ความแตกต่างจาก Bunsen: Robin เน้นชีววิทยาเชิงทดลองและการนำยาที่มีอยู่กลับมาใช้ใหม่ ขณะที่ Bunsen เน้นเวิร์กโฟลว์ค้นพบโมเลกุลและการคำนวณเคมี โดย Robin ยังไม่มีเอนจินจำลองโมเลกุลบนพื้นฐานฟิสิกส์ที่ผสานอยู่ในระบบแบบ Bunsen
| บริษัทหรือองค์กร | จุดเน้น | ความแตกต่าง |
|---|---|---|
| Isomorphic Labs ซึ่งเป็นบริษัทแยกออกมาจาก DeepMind | โมเดล AI ออกแบบยาแบบ proprietary โดยยาต้านมะเร็งที่ออกแบบด้วย AI ตัวแรกเข้าสู่การทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 ในช่วงต้นปี 2026 | เป็นระบบปิดและเป็นเทคโนโลยีภายใน ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่เปิดให้ใช้งานทั่วไป |
| Manas AI | พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของ Schrödinger ที่นำแพลตฟอร์มฟิสิกส์ของ Schrödinger มาผสานกับอัลกอริทึม AI ของตนในระดับใหญ่มาก | เป็นลักษณะความร่วมมือที่อาจมีทั้งมุมแข่งขันและร่วมมือกัน หรือ co-opetition |
| Recursion / Valence Labs | การค้นพบยาด้วย AI โดยใช้ชุดข้อมูลชีววิทยาขนาดใหญ่ | มีจุดเด่นจากข้อมูล phenotypic screening หรือข้อมูลที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเซลล์และสิ่งมีชีวิต |
Schrödinger รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม โดยตัวเลขสำคัญมีดังนี้
ฝ่ายบริหารมองว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่บริการ hosted เป็นแรงกดดันต่อ รายได้ที่รับรู้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้สะท้อนการลดลงของ ACV หรือกระแสเงินสดโดยตรง
เหตุผลคือไลเซนส์แบบติดตั้งภายในองค์กรอาจรับรู้รายได้เร็วกว่า ขณะที่สัญญา hosted หรือ SaaS จะทยอยรับรู้รายได้ตลอดอายุสัญญา การเปลี่ยนแปลงสัดส่วน hosted ทุก 1% จึงอาจกระทบรายได้ที่รายงานในปีปัจจุบันราว 2–3 ล้านดอลลาร์จากจังหวะการรับรู้รายได้ตามมาตรฐาน ASC 606
ในมุมของบริษัท การเปลี่ยนไปใช้ hosted มีเป้าหมายเพื่อให้รายได้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของลูกค้ามากขึ้น และอาจช่วยเพิ่มการรักษาลูกค้าในระยะยาว
แหล่งสรุปผลประกอบการที่มีอยู่ไม่ได้ระบุตัวเลขเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดของไตรมาส 1 ปี 2026 ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงยังไม่ควรสรุปเป็นจำนวนเงินเฉพาะเจาะจงจากข้อมูลชุดนี้
อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลระบุว่า Schrödinger ยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งสำหรับสนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์ม รวมถึง Bunsen และโครงการยารักษาโรคของบริษัท โดยฝ่ายบริหารเคยแสดงความมั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดล hosted จะไม่ทำให้บริษัทจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มเติม
หากต้องการตัวเลขเงินสด เงินลงทุนระยะสั้น และหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดที่แม่นยำสำหรับไตรมาส 1 ปี 2026 เอกสาร 10-Q ที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะเป็นแหล่งอ้างอิงที่เหมาะสมที่สุด
Bunsen ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอตที่ช่วยค้นเอกสารวิจัย แต่เป็นความพยายามของ Schrödinger ในการสร้างผู้ช่วยวิจัยที่เชื่อม การให้เหตุผลด้วยภาษา เข้ากับ การจำลองโมเลกุลตามหลักฟิสิกส์ และสามารถจัดการงานหลายขั้นตอนแบบวนซ้ำได้
จุดแข็งของระบบจึงอยู่ที่การปิดช่องว่างระหว่าง “การคิดไอเดีย” กับ “การลงมือคำนวณ” ขณะที่ Co-Scientist และ Robin มีจุดเด่นด้านการสร้างสมมติฐานและการค้นคว้าชีววิทยาในรูปแบบของตนเอง การแข่งขันในตลาด AI-for-Science จึงอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีโมเดลภาษาที่เก่งกว่า แต่รวมถึงใครสามารถเชื่อม AI เข้ากับเครื่องมือวิทยาศาสตร์และข้อมูลการทดลองได้ลึกกว่ากันด้วย