จากแรงกดดันของน้ำมัน ส่งผลให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yield) พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบปี 2026 โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ทะลุ 4.70% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 18 เดือน
นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาดกำลังเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ตลาดซื้อขายล่วงหน้าสัญญา Fed Funds Futures ยังสะท้อนความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีโอกาสสูงถึง 1 ใน 3 ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับจากทิศทางเดิมที่คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อ ค่าเงินเยนอ่อนค่าอย่างหนัก ลงไปแตะระดับใกล้ 164 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 40 ปี โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นมองว่าเป็นโอกาสในการทำกำไร (Profit-taking) จากที่ถือครองพันธบัตรต่างประเทศไว้
ที่น่าเป็นห่วงคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น คุณ Satsuki Katayama ถึงกับออกมาเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าญี่ปุ่นพร้อมที่จะเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา เพื่อชะลอการอ่อนค่าของเยน แต่ก็ยังไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้
การเทขายครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดพันธบัตรเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย:
ที่สำคัญคือ กระแสเงินทุนทั้ง 4 ประเภทหลัก (หุ้นและพันธบัตรทั้งของญี่ปุ่นและต่างประเทศ) พลิกกลับมาเป็นสุทธิขายพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สามารถสรุปเป็นลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้:
น้ำมันแพง → ตื่นกลัวเงินเฟ้อ → คาดหวังดอกเบี้ยสูงขึ้น
ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่ง → ดอลลาร์แข็งค่า → เยนอ่อนสุดในรอบ 40 ปี
นักลงทุนเทขายทำกำไร → การเทขายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 3 เดือน
นี่คือบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นเพียงใด: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง สามารถจุดชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพอร์ตการลงทุนของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางการเงินของโลก และส่งผลกระทบไปทั่วทั้งระบบการเงินโลกในที่สุด