สาเหตุที่ต้องเปลี่ยน: กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสได้โยกย้ายกำลังตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เตรียมไว้สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ ไปช่วยดับไฟป่าใกล้บอร์โด ซึ่งทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพ ผู้จัดงานอ้างถึง "สถานการณ์พิเศษ" และ "ความสามัคคีระดับชาติ" กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
ไฟป่ารบกวนการแข่งขันตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะถึงสเตจสุดท้าย ในสเตจที่ 3 (6 กรกฎาคม) ไฟป่าขนาดใหญ่ในจังหวัดปีเรเน-โอเรียนตาล ซึ่งอยู่ห่างจากเส้นชัยเพียง 60 กม. ทำให้ผู้จัดต้องปิดสเตจไม่ให้คนดูเข้าชม ห้ามขบวนคาราวานโฆษณาเข้าฝรั่งเศส และขอให้แฟนๆ อยู่ห่างจากเส้นทาง เส้นทางการแข่งขันยังคงเดิม แต่นักปั่นต้องปั่นต่อไปโดยไม่มีผู้ชมข้างทาง
ทาเดย์ โพกาชาร์ เข้าสู่สเตจที่ 21 ด้วยคะแนนนำที่ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างไม่เป็นทางการ หลังจากคว้าชัยในสเตจที่ 20 (อัลป์ดูเอซ) โดยริชาร์ด การาปาซ คว้าชัยบนดอย แต่โพกาชาร์แทบจะการันตีแชมป์โดยรวมได้แล้ว แค่ปั่นเข้าเส้นชัยในสเตจที่สั้นลงนี้ โพกาชาร์ก็คว้าแชมป์ตูร์ เดอ ฟรองซ์ สมัยที่ 5 (ต่อจากปี 2020, 2021, 2024, และ 2025)
บริบทของสถิติ: การคว้าแชมป์ 5 สมัยนี้คือสถิติสูงสุดของตูร์ เดอ ฟรองซ์ ซึ่งเคยมีเพียงฌาค อองเกอตีล (1964), เอ็ดดี เม็กซ์ (1974), แบร์นาร์ อีนอลต์ (1985) และมิเกล อินดูเรน (1995) เท่านั้นที่ทำได้ (แลนซ์ อาร์มสตรองถูกปลดสถิติ 7 สมัยเนื่องจากใช้สารต้องห้าม) ชัยชนะของโพกาชาร์ส่งให้เขาขึ้นไปเทียบชั้นตำนานเหล่านี้ในฐานะผู้ชนะ 5 สมัย
ความเหนือชั้นของโพกาชาร์: เขาแสดงฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดการแข่งขัน คว้าชัยหลายสเตจ รวมถึงสเตจที่ 6 ที่ตูร์มาแล และสเตจที่ 19 ที่อัลป์ดูเอซ ซึ่งเขาทำลายสถิติการไต่เขาที่โด่งดังของมาร์โก ปันตานี (35:26 นาที เทียบกับ 36:40 นาที) เขาเข้าสู่ปารีสพร้อมกับเสื้อเหลืองที่แน่นอนแล้ว แค่ต้องปั่นในสเตจสุดท้ายเพื่อสร้างประวัติศาสตร์