จีนเริ่มต้นปี 2026 ด้วยคลังน้ำมันดิบรวมประมาณ 1.4 พันล้านบาร์เรล ทั้งจากคลังเชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งสะสมมาจากการซื้ออย่างต่อเนื่องก่อนวิกฤต โดยเพิ่มเฉลี่ยวันละ 1.1 ล้านบาร์เรลตลอดปี 2025 ปริมาณนี้มากกว่าคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ถึงสามเท่า โดยคลังสหรัฐฯ มีประมาณ 413 ล้านบาร์เรลในเดือนธันวาคม 2025
สถาบัน Oxford Institute for Energy Studies ประมาณการว่าสต็อกน้ำมันดิบรวมของจีนอยู่ที่ 1.1-1.3 พันล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการนำเข้า 110-140 วัน น้ำมันดิบที่จีนนำเข้ามาประมาณ 45-50% ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้คลังสำรองนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
การตอบสนองของจีนต่อวิกฤตใช้สองมาตรการควบคู่กัน: การดึงน้ำมันจากคลังสำรอง และการลดการนำเข้าอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้อุปสงค์ในตลาดโลกลดลงมากพอที่จะป้องกันการพุ่งขึ้นของราคาที่รุนแรงกว่านี้
1. การดึงคลังสำรองทดแทนการนำเข้าที่หายไป จีนเริ่มใช้คลังสำรองเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 โดย FGE NexantECA คาดการณ์ว่าจะมีการดึงน้ำมันออกถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ จนถึงเดือนมิถุนายน การดึงคลังสำรองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของปริมาณน้ำมันดิบที่จีนไม่ได้รับผ่านฮอร์มุซอีกต่อไป
2. การนำเข้าน้ำมันดิบทรุดตัวสู่ระดับต่ำสุดในรอบทศวรรษ จีนลดการนำเข้าน้ำมันดิบจาก 11.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เหลือเพียง ต่ำกว่า 9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปลายเดือนพฤษภาคม และลงไปถึงจุดต่ำสุดในรอบทศวรรษที่ ประมาณ 7.12 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน (29.27 ล้านตัน) การนำเข้าทางทะเลเพียงอย่างเดียวลดลงเหลือประมาณ 6.6-6.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม การลดลง 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวันของอุปสงค์จีนนี้ดูดซับผลกระทบไปประมาณหนึ่งในสามของอุปทานตะวันออกกลางที่หายไปทั้งหมด ซึ่งประมาณ 12-15 ล้านบาร์เรลต่อวัน นักวิเคราะห์จากเจพีมอร์แกนประเมินว่าการลดลงของจีนคิดเป็นประมาณ 74% ของการลดลงของการนำเข้าน้ำมันดิบทั่วโลก ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมที่ "ไม่สมส่วน" และช่วยให้ราคาน้ำมัน "ทรงตัวได้อย่างน่าทึ่ง"
3. ป้องกันการพุ่งขึ้นของราคาที่เลวร้ายกว่านี้ แม้ราคาน้ำมันเบรนท์จะพุ่งเกิน 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปลายเดือนเมษายน แต่นักวิเคราะห์หลายรายเคยคาดการณ์ว่าราคาจะสูงกว่านั้นมาก Fortune รายงานว่านักวิเคราะห์ "ต้องขอบคุณกิจกรรมการค้าของจีน" ที่ทำให้ราคายังคงต่ำกว่า 100-104 ดอลลาร์เป็นระยะเวลานาน CNBC ระบุว่าการตัดสินใจของปักกิ่งในการลดการนำเข้าและดึงคลังสำรอง "ช่วยบรรเทาภาวะช็อกจากอุปทาน" และมีบทบาท "สำคัญยิ่ง" ในการรักษาเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองของสหรัฐฯ และการปล่อยน้ำมันร่วมกัน 400 ล้านบาร์เรลของ IEA
คลังสำรองยังคง "ค่อนข้างแข็งแกร่ง" แม้หลังการดึงออก MUFG Americas ตั้งข้อสังเกตว่าสถานะเชิงยุทธศาสตร์ของจีนแข็งแกร่งกว่าคลังสำรองสหรัฐฯ (SPR) ซึ่งลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสี่ทศวรรษ Bloomberg รายงานว่าแม้หลังจากการดึงน้ำมันจากคลังเชิงพาณิชย์ จีนยังคงมีน้ำมันรวมประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล ในคลังทั้งเชิงพาณิชย์และยุทธศาสตร์ ณ เดือนมิถุนายน
การลดการนำเข้าถูกอธิบายว่าเป็น "บัฟเฟอร์อุปสงค์ที่ใหญ่ที่สุด" ที่คุมราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงมิถุนายน นักวิเคราะห์จาก Semafor ระบุว่าการตัดสินใจของจีนในการลดการนำเข้าอย่างรวดเร็ว "กลายเป็นปัจจัยที่สำคัญเท่าเทียมกันในปัจจัยพื้นฐานของตลาด" ไม่แพ้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ภายในต้นเดือนกรกฎาคม หลังจากช่องแคบเปิดอีกครั้ง ราคาเบรนท์ทรุดตัวลงมาที่ 70.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที่ 67.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มอร์แกน สแตนลีย์ ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันลงสองครั้งในสองสัปดาห์ โดยเตือนถึงภาวะล้นตลาดที่ขับเคลื่อนส่วนหนึ่งจากการนำเข้าที่อ่อนแอของจีนอย่างต่อเนื่อง
การเติมคลังคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2026 และปี 2027 รอยเตอร์รายงานในเดือนกรกฎาคม 2026 ว่าหน่วยงานต่างๆ รวมถึงจีน เตรียมซื้อน้ำมัน หลายล้านบาร์เรลจนถึงปี 2028 เพื่อเติมคลังสำรองที่ลดลงในช่วงวิกฤต นักวิเคราะห์กล่าวว่า "ราคาน้ำมันที่ลดลงอาจกระตุ้นการซื้อเพื่อเติมคลังของจีน" และ "การเติมคลังสำรองจะทำให้เกิดพื้นราคาที่สูงขึ้น" การเติมคลังนี้อาจสร้างอุปสงค์น้ำมันดิบเพิ่มเติม 506,000 บาร์เรลต่อวันในไตรมาสที่ 4 ปี 2026 และเพิ่มขึ้นอีกในปี 2027
Bloomberg รายงาน เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมว่าการนำเข้าน้ำมันดิบของจีน "มีแนวโน้มฟื้นตัว" ขณะที่ปักกิ่งผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิง เพิ่มอัตราการเดินเครื่องของโรงกลั่น และซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลางแบบเร่งด่วน โดยนักวิเคราะห์และเทรดเดอร์คาดการณ์ว่าจะ กลับมาเติมคลังทางยุทธศาสตร์อีกครั้งในช่วงปลายปี 2026
ความเสี่ยงสำคัญที่นักวิเคราะห์ชี้: การที่จีนกลับเข้าสู่ตลาดในฐานะผู้ซื้อจะเป็นการนำ 'บัฟเฟอร์อุปสงค์' ที่ใหญ่ที่สุดออกไป ซึ่งช่วยคุมราคาในช่วงวิกฤต OilPrice.com เตือนว่าการกลับเข้าซื้อน้ำมันดิบของจีนจะขจัด "บัฟเฟอร์ด้านอุปสงค์ที่ใหญ่ที่สุดที่ช่วยคุมการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน" ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันด้านราคาขาขึ้นเมื่อปักกิ่งเริ่มเติมคลัง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคระยะสั้น โรงกลั่นจีนหลายแห่งมีแผนปิดซ่อมบำรุงในช่วงกลางปี 2026 และอัตรากำไรจากการกลั่นที่อ่อนแออาจทำให้การฟื้นตัวล่าช้า ในเดือนมิถุนายน ผู้กลั่นจีนหยุดการซื้อแบบทันทีขณะที่จับตาการเปิดช่องแคบอีกครั้ง ซึ่งบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวน่าจะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าเกิดขึ้นทันที