งานวิจัยของ WWA ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จาก 12 ประเทศในยุโรปร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน พบว่าสาเหตุรากเหง้าของวิกฤตน้ำในยุโรปกำลังถูก 'เขียนใหม่จากด้านอุปสงค์ ไม่ใช่แค่ด้านอุปทาน'
"หลายพื้นที่ในยุโรปได้รับปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่เป็นความร้อนที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศต่างหากที่ทำให้แล้งรุนแรงขึ้น" มาริอัม ซาคาเรียห์ ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยกล่าว กลไกนี้คือ 'ความต้องการระเหยของบรรยากาศ' (atmospheric evaporative demand) ซึ่งอากาศที่ร้อนกว่าจะดึงน้ำออกจากดินและพืชพรรณอย่างรุนแรง ทำให้ความชื้นในดินหายไป 'เร็วกว่าในโลกที่ปราศจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ'
ประเด็นสำคัญคือ การศึกษาพบว่าแม้ในพื้นที่ที่ปริมาณน้ำฝนรายปียังคงเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นก็ทำให้ดินแห้งเร็วกว่าที่ฝนจะชดเชยได้ทัน นำไปสู่ภัยแล้งทางการเกษตรที่บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการประเมินครั้งที่ 6 ของ IPCC ที่มีความเชื่อมั่นสูงว่าการเพิ่มขึ้นของการคายระเหยน้ำ (evapotranspiration) ที่เกิดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นมีส่วนทำให้เกิดภัยแล้งทางการเกษตรและระบบนิเวศในบางภูมิภาค
คลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายน 2026 เป็นเงื่อนไขสุดขั้วที่งานวิจัยของ WWA นำมาวิเคราะห์ บริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Copernicus ของสหภาพยุโรปยืนยันว่าเดือนมิถุนายน 2026 เป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมาในยุโรปตะวันตก โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 20.74°C ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 1991-2020 ถึง 3.05°C ระดับโลกนั้น มิถุนายน 2026 เป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสอง
ยุโรปเป็นทวีปที่ร้อนเร็วที่สุดในโลก โดยร้อนเป็นสองเท่าของอัตราเฉลี่ยทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์ของ WWA เน้นย้ำว่าแนวโน้มภาวะโลกร้อนในระยะยาวนี้ทำให้คลื่นความร้อนรุนแรงและภัยแล้งที่เกิดจากความร้อนเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น
ผลกระทบทางการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้รุนแรงมาก โดยเฉพาะข้าวโพดและธัญพืชอื่นๆ ที่อ่อนไหวต่อการขาดน้ำในช่วงออกดอกและระยะเมล็ดแก่
ฝรั่งเศส ผู้ผลิตธัญพืชรายใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรปได้รับผลกระทบหนักมาก กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) คาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดของฝรั่งเศสสำหรับปีการตลาด 2026/27 ที่ 10.0 ล้านเมตริกตัน ซึ่งลดลง 26% เมื่อเทียบปีต่อปี และเป็นผลผลิตต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 1990/91 นักวิเคราะห์บางรายคาดว่าผลผลิตอาจลดลงไปถึงต่ำกว่า 8 ล้านตัน ซึ่งจะต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1976
งานวิจัย WWA อ้างอิงการประมาณการเบื้องต้นจากกระทรวงเกษตรฝรั่งเศสที่ระบุว่าคลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียวอาจทำลายผลผลิตข้าวโพดของฝรั่งเศสถึง 30% สภาพอากาศสุดขั้วยังเผาผลาญผลผลิตแครอทประมาณครึ่งหนึ่ง ฮ็อปส์ 60% และทำให้สัตว์ปีกตายหลายแสนตัว
ความเสียหายยังขยายไปถึงข้าวสาลี ฝรั่งเศสถูกคาดการณ์ว่าจะผลิตข้าวสาลีได้ 32 ล้านตันในปี 2026 ซึ่งลดลงสาเหตุหลักมาจากสภาพการเพาะปลูกที่ย่ำแย่และคลื่นความร้อนต่อเนื่อง ตามรายงานของ Agreste ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฝรั่งเศส
ยุโรปตะวันออกก็ประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน ในโรมาเนีย เกษตรกรสูญเสียพื้นที่เพาะปลูกพืชผลมากกว่าหนึ่งล้านเฮกตาร์จากภาวะแล้งที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2025 สถานการณ์หนักถึงขั้นที่รัฐบาลจำกัดการเข้าถึงน้ำเพื่อการชลประทานของเกษตรกร
การวิเคราะห์ของ WWA พบว่าโอกาสเกิดภัยแล้งทางการเกษตรในยุโรปตะวันออกเพิ่มขึ้นถึง 11 เท่าจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ภาพรวมของยุโรปน่าเป็นห่วง องค์กร Coceral สมาคมการค้าธัญพืชของยุโรป ซึ่งถูกอ้างอิงในงานวิจัยของ WWA ประมาณการว่าคลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายนทำให้เกษตรกรผู้ปลูกธัญพืชในยุโรปสูญเสียรายได้ 2,000 ล้านยูโร และทำลายพืชผลประมาณ 10 ล้านตันทั่วทั้งทวีป การคาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดของสหภาพยุโรปลดลงเกือบ 8% เหลือ 52.7 ล้านตัน ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007
การสูญเสียธัญพืชทั้งหมดในยุโรปที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ประมาณ 9 ล้านตัน
คลื่นความร้อนยังส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในแม่น้ำหลายสายในโรมาเนีย กรีซ และประเทศอื่นๆ ทำให้การขนส่ง การทำฟาร์ม และกระบวนการทางอุตสาหกรรมหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน การรวมกันของความร้อนจัดและพืชพรรณแห้งแล้งเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดไฟป่าครั้งรุนแรงที่ลุกไหม้ในสเปนและฝรั่งเศส
หอดูดาวภัยแล้งแห่งยุโรป (European Drought Observatory) ยืนยันว่าสภาวะเตือนภัยได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของยุโรป รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี และสหราชอาณาจักร
งานวิจัยของ WWA มองไปในอนาคตและออกคำเตือนถึงเส้นทางที่โลกกำลังมุ่งหน้าไป ภายใต้นโยบายปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนคาดว่าจะสูงถึง 2.8°C เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม นักวิทยาศาสตร์สรุปว่าหากเกิดภาวะโลกร้อนในระดับนี้ ภัยแล้งที่เกิดจากความร้อนจัดจะยิ่งเกิดขึ้นบ่อย รุนแรง และแพร่หลายมากขึ้น
ตลอดรายงานต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษานี้ นักวิทยาศาสตร์มีข้อความที่ชัดเจนว่า สาเหตุของวิกฤตไม่ใช่แค่การขาดฝน แต่คือความร้อน และความร้อนนั้นเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล
"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเขียนสมดุลน้ำของยุโรปใหม่จากด้านอุปสงค์ ไม่ใช่แค่ด้านอุปทาน" Jozef Pecho นักภูมิอากาศวิทยาสรุปในโพสต์เกี่ยวกับการศึกษานี้ นักวิจัยย้ำว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างรวดเร็วและลึกซึ้งเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
งานวิจัยของ World Weather Attribution (WWA) เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2026 สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนสาเหตุหลักของแล้งยุโรป จากฝนตกน้อย กลายเป็นความร้อนจัดที่ระเหยน้ำในดิน แม่น้ำ และทะเลสาบ เร็วกว่าที่ฝนจะ...
งานวิจัยของ World Weather Attribution (WWA) เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2026 สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนสาเหตุหลักของแล้งยุโรป จากฝนตกน้อย กลายเป็นความร้อนจัดที่ระเหยน้ำในดิน แม่น้ำ และทะเลสาบ เร็วกว่าที่ฝนจะ... ในยุโรปตะวันตก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้โอกาสเกิดแล้งทางการเกษตรเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่า ส่วนในยุโรปตะวันออก โอกาสเพิ่มขึ้นถึง 11 เท่า
คลื่นความร้อนมิถุนายน 2026 ทำให้ชาวนายุโรปสูญเสียรายได้ประมาณ 2,000 ล้านยูโร (ประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาท) พืชผลเสียหายราว 10 ล้านตัน ฝรั่งเศสจ่อเผชิญการเก็บเกี่ยวข้าวโพดน้อยที่สุดในรอบ 50 ปี