เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโจมตีธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสมการอำนาจในภูมิภาค ต่อไปนี้คือรายละเอียดและปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ปฏิบัติการครั้งนี้
ข้อตกลงหยุดยิงพังทลาย (8 กรกฎาคม 2026): ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 60 วันกับอิหร่าน "สิ้นสุดลงแล้ว" หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายมากกว่า 80 แห่งในอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จากนั้นอิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน
การโจมตีของอิหร่านที่รุนแรงขึ้นในบาห์เรนและคูเวต: ก่อนหน้าการเจรจาหยุดยิงจะล้มเหลว อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนถล่มฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรนและฐานทัพอเมริกันอื่นๆ ในทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง การสืบสวนของ WSJ พบว่าการโจมตีของอิหร่านสร้างความเสียหายรุนแรงกว่าที่เคยรายงานต่อฐานทัพสหรัฐฯ อย่างน้อย 20 แห่ง การโจมตีเหล่านี้ทำให้เกิดพลเรือนบาดเจ็บล้มตายในทั้งสองประเทศ
ปฏิบัติการลับของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่มาก่อน: ในเดือนเมษายน 2026 UAE ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศลับในอิหร่านเอง รวมถึงการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันบนเกาะลาวาน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รัฐอ่าวอาหรับเปิดฉากโจมตีอิหร่านโดยตรง ต่อมาในเดือนกรกฎาคม สหรัฐฯ ได้ตอบแทน UAE ด้วยการให้สิทธิ์เข้าถึงชิป AI ขั้นสูง โดยไม่มีข้อจำกัดด้านใบอนุญาต ซึ่งถือเป็นรางวัลสำหรับการสนับสนุนทางทหารในสงคราม
ในการโจมตีครั้งของบาห์เรนและคูเวตเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ให้การสนับสนุนด้านข่าวกรองและคุ้มกันทางอากาศ แก่เครื่องบินรบของทั้งสองประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือเชิงปฏิบัติการรูปแบบใหม่ระหว่างรัฐอ่าวอาหรับในการตอบโต้ภัยคุกคามจากอิหร่าน
การที่รัฐอ่าวเปอร์เซียเริ่มมีบทบาทเป็นผู้โจมตีโดยตรงต่ออิหร่าน เป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญ: