การโจมตีเกิดขึ้นหลังจาก เรือ NCC MASA ซึ่งเป็นเรือของซาอุดีอาระเบียได้รับความเสียหายเล็กน้อย จากการถูกโจมตีในทะเลแดงในวันเดียวกัน และหลังจากที่กลุ่มฮูตีอ้างว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุฯ 2 ลำเมื่อวันก่อนหน้า
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม กลุ่มฮูตีอ้างว่าได้โจมตี เรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำ คือ Encelia และ Layla ที่กำลังแล่นอยู่ในทะเลแดง นายยาห์ยา ซารี (Yahya Saree) โฆษกทหารของกลุ่มฮูตีกล่าวว่าเรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าวถูกโจมตีเพราะ "ละเมิดคำสั่งปิดล้อม"
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงทางทะเลยืนยันว่าเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติซาอุฯ Encelia ถูกขีปนาวุธโจมตี
ส่วนการโจมตีอีกครั้งในวันที่ 24 กรกฎาคมก็ทำให้เรือ NCC MASA ได้รับความเสียหาย
เหตุการณ์เหล่านี้เป็นการโจมตีเรือพาณิชย์ครั้งแรกในรอบหลายเดือน และถือเป็นการยกระดับการโจมตีผลประโยชน์ทางทะเลของซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม กลุ่มฮูตีประกาศ "มาตรการห้ามเดินเรือ" หรือการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีผลทันที กลุ่มดังกล่าวระบุว่ากำลังปิดช่องแคบบับเอล-มันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) แก่การเดินเรือทั้งหมดที่เชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อตอบโต้การปิดล้อมเยเมนโดยกองกำลังผสมที่นำโดยซาอุฯ และการโจมตีสนามบินนานาชาติซานา (Sanaa) โดยซาอุฯ ในสัปดาห์ก่อนหน้า
กลุ่มฮูตียังส่งอีเมลไปยังบริษัทเดินเรือต่างๆ เพื่อเตือนไม่ให้ขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย มิฉะนั้นอาจตกเป็นเป้าหมาย
การยกระดับความขัดแย้งทางทะเลครั้งนี้แยกไม่ออกจากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลุ่มฮูตีเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน และการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุฯ เกิดขึ้นในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเป็นคืนที่ 12 ติดต่อกัน ก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ขอให้กลุ่มฮูตี "เตรียมพร้อมที่จะปิดเส้นทางส่งออกน้ำมันในทะเลแดง" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ประสานงานเพื่อเปิดแนวรบหลายแนวต่อสหรัฐฯ และพันธมิตร
การรณรงค์ในทะเลแดงของกลุ่มฮูตีถือเป็นการเปิดจุดคอขวดทางทะเลที่สำคัญเป็นแห่งที่สอง นอกเหนือจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เกือบสนิท ซึ่งคุกคามที่จะตัดการไหลเวียนของน้ำมันโลกจากทั้งอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดง
ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว:
การสู้รบครั้งใหม่นี้บั่นทอนความพยายามสันติภาพที่เปราะบางอยู่แล้วอย่างรุนแรง ความคืบหน้าทางการทูตระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตี ซึ่งมีโอมานและสหประชาชาติเป็นคนกลาง ในช่วงปีที่ผ่านมา ถูกประเมินว่ามี**"ความคืบหน้าที่ลดลงเรื่อยๆ"** ก่อนหน้าการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในเดือนกรกฎาคมนี้เสียอีก การที่กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม (เพื่อตอบโต้ที่ซาอุฯ โจมตีสนามบินซานา) เป็นการทำลายช่วงเวลาแห่งความสงบที่ยืนยาวหลายปี ตามแนวชายแดนซาอุฯ-เยเมน
การประกาศปิดล้อม การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน และการโจมตีทางอากาศของซาอุฯ ในเวลาต่อมา ได้ทำลายโอกาสในการเจรจาในระยะใกล้นี้อย่างราบคาบ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างตอบโต้ด้วยการยกระดับความรุนแรงแทนที่จะลดระดับ
ท่าเรือฮอดัยดะห์เป็นประตูหลักในการลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อาหาร และเชื้อเพลิงเข้าสู่เยเมน ซึ่งกำลังเผชิญกับหนึ่งในวิกฤตการณ์มนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในโลกอยู่แล้ว ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือหรือการสู้รบที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ เสี่ยงที่จะตัดขาดแหล่งนำเข้าสินค้าที่จำเป็นต่อชาวเยเมนนับล้านคน กองกำลังผสมที่นำโดยซาอุฯ อ้างว่าท่าเรือยังคงเปิดดำเนินการอยู่ แต่กลุ่มฮูตีกล่าวหาซาอุดีอาระเบียว่าโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโทรคมนาคมของพลเรือน และเตือนว่าการโจมตีครั้งนี้เป็น "ความเขลาครั้งใหญ่"