ผลการวิเคราะห์ยังชี้ว่า ไม่มีเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกครั้งใดนับตั้งแต่ปี 1998 ที่จะขยายไปถึงระดับโลกได้ หากไม่มีความร้อนในมหาสมุทรจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล
พูดให้เห็นภาพง่ายขึ้น เอลนีโญอาจเป็นเหมือน “ประกายไฟ” แต่ภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทำให้มหาสมุทรกลายเป็นเชื้อเพลิงแห้งที่พร้อมลุกไหม้อยู่ก่อนแล้ว เมื่ออุณหภูมิพื้นฐานของทะเลสูงขึ้น เหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงระดับปานกลางก็สามารถผลักดันอุณหภูมิให้เกินจุดที่ปะการังรับไหวได้
งานวิจัยก่อนหน้านี้สนับสนุนแนวโน้มดังกล่าวเช่นกัน การศึกษาของ Hughes และคณะในวารสาร Science เมื่อปี 2018 พบว่า ช่วงเวลาระหว่างเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวลดลงเหลือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของช่วงก่อนยุคโลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์ ทำให้แนวปะการังมีเวลาฟื้นตัวไม่เพียงพอ
นักวิจัยคาดการณ์ว่า ภายในปี 2028 ความร้อนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์จะมีอิทธิพลมากกว่าเอลนีโญในทุกภูมิภาคที่มีแนวปะการังทั่วโลก
หากแนวโน้มนี้เป็นไปตามคาด เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวในอนาคตจะสะท้อนความร้อนสะสมของมหาสมุทรที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มากกว่าจะเกิดจากวัฏจักรธรรมชาติที่รุนแรงเป็นพิเศษเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ระยะเวลาที่ปะการังใช้ฟื้นตัวจะสั้นลง และการฟอกขาวรุนแรงจะกลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดถี่และคาดหมายได้มากขึ้น
ข้อค้นพบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกครั้งที่ 4 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่มีขอบเขตกว้างขวางที่สุดเท่าที่มีการบันทึก NOAA ยืนยันการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2024
ข้อมูลจากโครงการ Coral Reef Watch ของ NOAA ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2023 ถึงช่วงกลางปี 2025 ความเครียดจากความร้อนในระดับที่ทำให้ปะการังฟอกขาวส่งผลกระทบต่อพื้นที่แนวปะการังทั่วโลกราว 84% ครอบคลุมมหาสมุทรแปซิฟิก แอตแลนติก และอินเดีย
ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการบันทึกการฟอกขาวครั้งใหญ่ในอย่างน้อย 83 ประเทศและดินแดน ตัวเลขดังกล่าวทำลายสถิติเดิมของเหตุการณ์ระหว่างปี 2014–2017 ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวปะการังทั่วโลกราวสองในสาม
ผู้เชี่ยวชาญของ NOAA ประเมินว่า เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกครั้งที่ 4 น่าจะสิ้นสุดลงในช่วงกลางปี 2025 แต่การสิ้นสุดของเหตุการณ์ไม่ได้หมายความว่าแนวปะการังจะฟื้นตัวได้ทันที และไม่ได้ลบความเสียหายจากความร้อนที่สะสมเป็นเวลานาน
บทสรุปสำคัญของงานวิจัยคือ เอลนีโญยังสามารถทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้ แต่ต้นเหตุที่ทำให้การฟอกขาวขยายตัวเป็นวิกฤตระดับโลกคืออุณหภูมิพื้นฐานของมหาสมุทรที่สูงขึ้นจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล
เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เคยทำให้เกิดความร้อนเพียงชั่วคราวก็สามารถกระตุ้นการฟอกขาวรุนแรงได้ง่ายกว่าที่เคยเป็นเมื่อหลายทศวรรษก่อน นอกจากนี้ ความถี่ของเหตุการณ์ที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ปะการังมีเวลาพักฟื้นน้อยลง จนบางพื้นที่อาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เต็มที่
งานวิจัยจึงตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากไม่ลดต้นเหตุของความร้อนในมหาสมุทร เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวในอนาคตมีแนวโน้มจะเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และพึ่งพาความรุนแรงของเอลนีโญน้อยลง
แนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่รองรับสิ่งมีชีวิตในทะเลราว 25% ของทั้งหมด การรักษาโอกาสให้ระบบนิเวศเหล่านี้อยู่รอดจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรับมือกับเอลนีโญเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการชะลอความร้อนที่มนุษย์กำลังเติมเข้าสู่มหาสมุทรด้วย