ต่อมาในคืนวันที่ 19-20 กรกฎาคม ยูเครนส่งโดรนมากกว่า 400 ลำเข้าไปในเขตมอสโก ทำให้เกิดเพลิงไหม้เพิ่มเติมที่โกดัง Wildberries และคลังน้ำมันอีกแห่ง และในวันที่ 22 กรกฎาคม โดรนยูเครนยังคงโจมตีต่อเนื่องที่โกดัง Wildberries ในเมือง Krasnodar และ Nevinnomyssk ทางตอนใต้ของรัสเซีย
หนังสือพิมพ์ Kommersant ของรัสเซียประเมินว่าการโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายหรือทำลายกำลังการผลิตด้านโลจิสติกส์ของ Wildberries ไปประมาณ 10%
มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน และบาดเจ็บมากกว่า 60 คน ในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พนักงานกะกลางคืน 7 คนเสียชีวิตที่โกดัง Kotovsk และอีกอย่างน้อย 1 คนเสียชีวิตที่ Elektrostal มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน สำนักข่าว DW รายงานยอดผู้เสียชีวิตรวมที่ 9 ศพ และบาดเจ็บกว่า 60 คน ส่วนการโจมตีในวันที่ 22 กรกฎาคม มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอย่างน้อย 8 คน ตามรายงานของผู้ร่วมก่อตั้ง Wildberries
การประมาณการเบื้องต้นระบุว่าความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้สูงถึง 100,000 ล้านรูเบิล หรือประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท (อิงตามข้อมูลของนักวิเคราะห์รัสเซียที่สื่อหลายสำนักอ้างถึง) รายงานของ Bloomberg เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ระบุว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระหว่างการประเมิน และตัวเลขสุดท้ายอาจสูงขึ้นได้เมื่อประเมินขอบเขตของสินค้าที่ถูกทำลายและห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก การประเมินในภายหลังจากบางแหล่งข่าวระบุว่ามูลค่าความสูญเสียของสินค้าอาจสูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ข้อมูลยังไม่สมบูรณ์
กองทัพยูเครนแถลงว่าสิ่งอำนวยความสะดวกของ Wildberries เป็นเป้าหมายทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากถูกใช้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในการจัดจำหน่ายชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตโดรนและอุปกรณ์ทางการทหารอื่น ๆ ของรัสเซีย เจ้าหน้าที่ยูเครนให้เหตุผลว่าโกดังเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนความพยายามในการทำสงครามของรัสเซียโดยตรง ทำให้เป็นเป้าหมายแบบ 'สอง用途' (dual-use) ภายใต้กฎหมายว่าด้วยความขัดแย้งทางอาวุธ กองกำลังระบบไร้คนขับของยูเครนยืนยันการรับผิดชอบ โดยกล่าวว่าเป้าหมายคือการทำลายห่วงโซ่โลจิสติกส์ทางทหารของรัสเซีย
เมื่อประมาณวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ก่อนการโจมตีครั้งแรกประมาณ 11 วัน Wildberries ได้อัปเดตข้อตกลงกับผู้ขาย โดยกำหนดให้การโจมตีด้วยโดรน การโจมตีด้วยกระสุนปืน และปฏิบัติการทางทหารอื่นๆ เป็น 'เหตุสุดวิสัย' (Force Majeure) ซึ่งเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่าแพลตฟอร์มจะไม่รับผิดชอบต่อสินค้าที่สูญหายหรือถูกทำลายในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าภาระทางการเงินจากสินค้าคงคลังที่ถูกทำลายตกเป็นของผู้ขายบุคคลที่สามที่นำสินค้าไปฝากไว้ในโกดังของ Wildberries ทั้งหมด
หลังจากการโจมตี Wildberries คู่แข่งอย่าง Ozon และ Yandex Market ก็แก้ไขข้อตกลงกับผู้ขายเช่นกัน โดยไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดจากปฏิบัติการทางทหาร เหตุฉุกเฉิน และการโจมตีด้วยโดรน ทำให้การเปลี่ยนแปลงภาระความรับผิดชอบนี้กระจายไปทั่วทั้งภาคอีคอมเมิร์ซของรัสเซีย
Wildberries เสนอส่วนลดค่าธรรมเนียมการจัดเก็บให้กับผู้ขาย การโอนย้ายสินค้าไปยังโรงงานอื่นฟรี และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่าน Wildberries Bank แต่ไม่ได้เสนอการชดเชยค่าเสียหายโดยตรงสำหรับสินค้าที่ถูกทำลาย ผู้ขายที่สูญเสียสินค้าคงคลังในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้อาจต้องเผชิญกับความสูญเสียที่ส่งผลกระทบรุนแรง โดยแทบไม่มีหนทางใดๆ ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากแพลตฟอร์มได้
การโจมตี Wildberries ถือเป็นการขยายกลยุทธ์การโจมตีระยะไกลของยูเครนอย่างมีนัยสำคัญ เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และโลจิสติกส์ทางการทหารของรัสเซีย การกำหนดเป้าหมายบริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่สำหรับผู้บริโภคอย่าง Wildberries แสดงถึงความตั้งใจที่จะนำต้นทุนทางเศรษฐกิจและจิตวิทยาของสงครามมาสู่ชาวรัสเซียทั่วไปโดยตรง
หนังสือพิมพ์ The New York Times บรรยาย Wildberries ว่าเป็น 'เสาหลักของภาคค้าปลีกของประเทศและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความปกติในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค' และชี้ว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นสัญญาณของช่วงใหม่ที่ยูเครนมุ่งหวังที่จะ 'นำความขัดแย้งมาสู่หน้าประตูบ้านของชาวรัสเซียทุกวัน' Bloomberg รายงานว่าการโจมตีครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกของรัสเซีย บีบให้บริษัทต่างๆ ต้องคิดทบทวนระบบโลจิสติกส์ และกระตุ้นให้เกิดความกลัวต่อภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
การยกระดับนี้เกิดขึ้นได้หลังจากที่ยูเครนได้จัดตั้ง 'กองบัญชาการโจมตีพิสัยไกล' (Long-Range Impact Command) ขึ้นภายในกองทัพในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งเป็นการทำให้กลยุทธ์การใช้โดรนพิสัยไกลเพื่อกดดันเศรษฐกิจพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนสงครามของรัสเซียเป็นทางการ