ภารกิจของเครื่องบินและกำลังพลชุดนี้คือสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยรัฐบาลบัลแกเรียย้ำว่าเป็นการสนับสนุนด้านลอจิสติกส์ ไม่ใช่การใช้ดินแดนบัลแกเรียเป็นฐานเปิดปฏิบัติการโจมตี
การอนุมัติเกิดขึ้นหลังคณะกรรมาธิการกลาโหมของรัฐสภาเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ตามคำร้องอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ ที่ส่งผ่านสถานทูตในกรุงโซเฟีย และอาศัยกรอบความตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างสหรัฐฯ กับบัลแกเรียปี 2006
คะแนนเสียงฝ่ายสนับสนุนมาจาก ส.ส. 121 คนของพรรคร่วมรัฐบาล Progressive Bulgaria และอีก 15 คนจากพรรค Movement for Rights and Freedoms หรือ MRF ส่วนฝ่ายคัดค้านมี 12 คนจากพรรค Vazrazhdane และ ส.ส. Progressive Bulgaria อีก 1 คน ขณะที่ ส.ส. Progressive Bulgaria 2 คนงดออกเสียง
ประธานาธิบดีอิเลียนา อิโอโตวาแย้งว่า การมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงอยู่ในประเทศไม่ได้ทำให้บัลแกเรียกลายเป็น “คู่ขัดแย้ง” หรือ “ผู้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหาร” ต่ออิหร่าน ด้านนายกรัฐมนตรีรูเมน ราเดฟกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีที่บัลแกเรียมีต่อพันธมิตร
พรรค Vazrazhdane ซึ่งมีแนวทางชาตินิยมและสนับสนุนความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซีย เป็นแกนนำต่อต้านมติ โดยกล่าวหารัฐบาลว่ากำลังดึงบัลแกเรียเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะที่สมาชิกสภาบางส่วนกังวลในภาพกว้างว่าประเทศอาจถูกลากเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งมากขึ้น
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเตือนบัลแกเรียไม่ให้เปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนของประเทศเพื่อปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยระบุว่าการอำนวยความสะดวกเช่นนั้นอาจเท่ากับการมีส่วนร่วมใน “การรุกรานและอาชญากรรมสงคราม” ตามถ้อยคำของฝ่ายอิหร่าน
คำเตือนดังกล่าวต่อยอดจากบันทึกทางการทูตที่อิหร่านส่งถึงกรุงโซเฟียก่อนหน้านี้ในปี 2569 โดยขอให้บัลแกเรียไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้สนามบินเพื่อกิจกรรมทางทหารที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน และระบุว่าอิหร่านสงวนสิทธิ์ที่จะ “ตอบโต้”
มาริน ไรคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรียซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ ยอมรับว่ามีบันทึกดังกล่าวจริง แต่บอกว่าไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ขณะที่นายกรัฐมนตรีราเดฟมองว่าข้อกล่าวหานี้ “ไม่อยู่ในประเด็นอย่างสิ้นเชิง” พร้อมยืนยันว่าเครื่องบิน KC-135 จะทำหน้าที่ด้านลอจิสติกส์เท่านั้น ไม่มีระบบอาวุธเชิงรุกถูกนำไปประจำการ และการเติมเชื้อเพลิงจะเกิดขึ้นนอกน่านฟ้าบัลแกเรีย
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พันเอกมาร์ติน โอดอนเนลล์ของ NATO ให้สัมภาษณ์กับ Euronews ว่า “NATO จะปกป้องบัลแกเรียจากการกระทำใด ๆ ของอิหร่าน” พร้อมยกกรณีที่พันธมิตรเคยปกป้องดินแดนตุรกีจากขีปนาวุธนำวิถีของอิหร่านเป็นตัวอย่าง
คำยืนยันนี้สอดคล้องกับแถลงการณ์การประชุมสุดยอด NATO ที่กรุงอังการาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งย้ำ “ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการป้องกันร่วมภายใต้มาตรา 5” ของสนธิสัญญาวอชิงตัน หรือหลักการที่ถือว่าการโจมตีสมาชิกหนึ่งประเทศเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด พร้อมยืนยันแนวทางการป้องปรามและการป้องกันภัยแบบครอบคลุม 360 องศา
ก่อนหน้านี้ NATO ได้เพิ่มระดับความพร้อมของระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธตามแนวรบด้านตะวันออกตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 หลังเกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านในภูมิภาค รวมถึงขีปนาวุธที่ยิงไปทางตุรกี ซึ่งระบบป้องกันขีปนาวุธของ NATO สามารถสกัดได้
กรีซยังได้ส่งระบบขีปนาวุธ Patriot และเครื่องบินขับไล่ F-16 ไปยังพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ เพื่อช่วยเสริมการป้องกันบัลแกเรีย หลังรัฐบาลโซเฟียยื่นคำขออย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2569
การประจำการที่เบซเมอร์เกิดขึ้นในช่วงที่ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านขยายวงกว้างขึ้น และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่ว่าอาจยกระดับการตอบโต้เพิ่มเติม
อิหร่านเคยยิงขีปนาวุธนำวิถีไปทางตุรกี ซึ่งเป็นสมาชิก NATO และไปยังไซปรัสด้วย อาทานาส ซาปรียานอฟ รัฐมนตรีกลาโหมบัลแกเรียเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “การยกระดับที่อันตราย” ฝ่ายบัลแกเรียจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำตามพันธกรณีต่อพันธมิตรสหรัฐฯ และ NATO กับการลดความเสี่ยงที่ประเทศจะกลายเป็นเป้าหมายในความขัดแย้งตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยืนยันเพียงภาพรวมว่าเป็น “ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่ขยายวงกว้างขึ้น” และสงครามอิหร่านกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ยังไม่มีหลักฐานเฉพาะในชุดข้อมูลนี้ที่ยืนยันรายละเอียดเรื่องการล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว
นายกรัฐมนตรีราเดฟยังยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เคยมีเครื่องบินสหรัฐฯ เข้ามาใช้สนามบินพลเรือนในกรุงโซเฟียเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในตะวันออกกลาง สะท้อนว่าบัลแกเรียมีบทบาทด้านลอจิสติกส์ให้สหรัฐฯ มาก่อนแล้ว
ท่าทีของรัฐบาลจึงเป็นการอธิบายว่าฐานเบซเมอร์เป็นความต่อเนื่องของการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง ไม่ใช่การเปลี่ยนบัลแกเรียให้เป็นฐานสำหรับการโจมตี โดยรัฐบาลย้ำว่าเครื่องบิน KC-135 มีหน้าที่เติมเชื้อเพลิงและจะไม่มีระบบอาวุธเชิงรุกถูกนำไปประจำการ