ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยน้ำมัน Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงสำคัญของตลาดโลก ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
แรงซื้อเกิดขึ้นหลังกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน อ้างว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำ ได้แก่ Encelia และ Layla ในทะเลแดง หน่วยงานขนส่งทางทะเลของซาอุดีอาระเบียยืนยันว่าเรือ Encelia ถูกโจมตีและเกิดไฟไหม้บริเวณหัวเรือ
เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจขยายไปยังพื้นที่ใกล้ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือแคบและมีความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมันระหว่างทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย
ตลาดยังคงจดจำแรงกระเพื่อมจากราคาน้ำมันที่พุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งเคยทำให้ความกังวลเงินเฟ้อในยุโรปกลับมารุนแรงขึ้น ท่ามกลางข่าวการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านของสหรัฐฯ และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ว่าจะใช้ “บทลงโทษทางทหารครั้งใหญ่”
แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานถูกซ้ำเติมด้วยถ้อยแถลงเชิงเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่ ECB ทำให้นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่า การลดดอกเบี้ยที่วางแผนไว้ในเดือนกันยายนอาจถูกเลื่อนออกไป หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลย
ก่อนหน้านี้ในปี 2026 ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นได้ทำให้ตลาดเคยประเมินความเป็นไปได้ว่า ECB อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งภายในปีเดียวเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เมื่อแนวทางนโยบายการเงินกลับมาไม่แน่นอน หุ้นยุโรปจึงถูกกดดันเพิ่มเติม เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงนานกว่าคาดมักเพิ่มต้นทุนทางการเงินและลดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยง
การร่วงลงของตลาดไม่ได้เกิดจากปัจจัยมหภาคเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงซ้ำจากการเทขายหุ้นบริษัทที่รายงานผลประกอบการหรือแนวโน้มธุรกิจต่ำกว่าที่นักลงทุนคาดไว้
Nestlé ร่วงเกือบ 8% หนักสุดนับตั้งแต่ปี 1989
หุ้น Nestlé ร่วงเกือบ 8% ซึ่งเป็นการลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดของบริษัทนับตั้งแต่ปี 1989
การร่วงลงเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่บริษัทอาหารสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ประกาศแผนนำธุรกิจน้ำดื่มทั่วโลกครึ่งหนึ่งเข้าไปอยู่ในบริษัทร่วมทุนแบบถือหุ้นฝ่ายละ 50% กับ Platinum Equity บริษัทลงทุนจากสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะระดมเงินสดให้ Nestlé ได้ประมาณ 3,000 ล้านยูโร
บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะใช้ชื่อว่า Peranel และมีมูลค่ากิจการ 4,900 ล้านยูโร โดยครอบคลุมแบรนด์อย่าง Perrier, S.Pellegrino, Acqua Panna และ Nestlé Pure Life
แม้ Nestlé จะรายงานยอดขายเติบโตแบบออร์แกนิกในไตรมาส 2 ที่ 3.7% สูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เล็กน้อย แต่การร่วงลงอย่างรุนแรงของราคาหุ้นสะท้อนว่านักลงทุนไม่พอใจกับเงื่อนไขของดีล หรือยังมีข้อกังวลต่อทิศทางธุรกิจโดยรวม
STMicroelectronics ดิ่งราว 17% หลังให้แนวโน้มรายได้อ่อนแอ
หุ้น STMicroelectronics บริษัทผลิตชิปยุโรป ร่วงระหว่างวันสูงสุดราว 17% ในตลาดมิลาน ซึ่งเป็นการลดลงระหว่างวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025
ผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทออกมาดีกว่าคาด โดยกำไรต่อหุ้นแบบ non-GAAP อยู่ที่ 0.31 ดอลลาร์ เทียบกับคาดการณ์ 0.23 ดอลลาร์ ขณะที่รายได้อยู่ที่ 3,490 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ประมาณ 3,470 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนให้น้ำหนักกับแนวโน้มระยะสั้นมากกว่า บริษัทคาดการณ์รายได้ไตรมาส 3 ที่ประมาณ 3,700 ล้านดอลลาร์ ณ จุดกึ่งกลางของกรอบคาดการณ์ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ 3,760 ล้านดอลลาร์ราว 2%
นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารยังปรับลดกรอบคาดการณ์รายได้ทั้งปีเหลือประมาณ 13,200–13,700 ล้านดอลลาร์ จากเดิม 14,000–15,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อความต้องการชิปในภาคยานยนต์และอุตสาหกรรม
Stora Enso ลดลงราว 8.5% หลังตัวเลขกำไรพลาดเป้า
หุ้น Stora Enso กลุ่มธุรกิจป่าไม้และบรรจุภัณฑ์จากฟินแลนด์ ร่วงสูงสุดราว 11% ในช่วงเปิดตลาด ก่อนปิดตลาดลดลงประมาณ 8.5%
บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted EBIT) 160 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ประมาณ 174 ล้านยูโร หรือพลาดเป้าราว 8% ขณะที่ยอดขายทรงตัวเกือบไม่เปลี่ยนแปลงที่ 2,423 ล้านยูโร
นอกจากตัวเลขกำไรที่ต่ำกว่าคาดแล้ว บริษัทเตือนว่าความต้องการและต้นทุนในไตรมาส 3 ยังประเมินได้ยาก ทำให้นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจ
แม้ตลาดโดยรวมจะอยู่ในภาวะปรับตัวลง แต่บางกลุ่มกลับได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น สะท้อนการหมุนเวียนเงินลงทุนไปยังหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
TotalEnergies เพิ่มขึ้นราว 2.5%
หุ้น TotalEnergies ของฝรั่งเศสปรับตัวขึ้นประมาณ 2.5% และเป็นหนึ่งในหุ้นพลังงานขนาดใหญ่ของยุโรปที่โดดเด่นที่สุดในวันดังกล่าว
ราคาน้ำมันที่ทะลุ 100 ดอลลาร์ช่วยหนุนมุมมองต่อรายได้ของผู้ผลิตน้ำมันโดยตรง ขณะที่หุ้น Shell และ BP ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
Dassault Aviation พุ่งเกือบ 8%
หุ้น Dassault Aviation บริษัทผู้ผลิตอากาศยานและยุทโธปกรณ์ของฝรั่งเศส เพิ่มขึ้นเกือบ 8% หลังรายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง
การปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับแรงซื้อในหุ้นกลุ่มกลาโหม ขณะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเพิ่มแรงผลักดันต่อการใช้จ่ายด้านกลาโหม
การเทขายในวันที่ 23 กรกฎาคมเป็นอีกบทหนึ่งของความกังวลที่สะสมมาตลอดปี 2026 จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การโจมตีเป้าหมายในอิหร่านของสหรัฐฯ และคำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์เรื่อง “บทลงโทษทางทหารครั้งใหญ่” ทำให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง
การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงเป็นตัวเร่งให้ราคาน้ำมันพุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ และทำให้ความกังวลเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นปัญหาที่ ECB พยายามควบคุมอยู่แล้ว
เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น นักลงทุนจึงต้องประเมินใหม่พร้อมกันทั้งทิศทางเงินเฟ้อ โอกาสลดดอกเบี้ย และความสามารถของบริษัทในการรักษากำไร ท่ามกลางบรรยากาศที่ตลาด STOXX 600 เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบมานานเกือบตลอดเดือน