จากการสอบสวนเบื้องต้น คณะกรรมาธิการฯ พบว่า JD.com น่าจะได้รับเงินอุดหนุนจากต่างประเทศ (foreign subsidies) ซึ่งรวมถึงการจัดหาเงินทุนพิเศษ (preferential financing) เงินช่วยเหลือ (grants) และการลดหย่อนภาษี (tax breaks) จากรัฐบาลจีน ซึ่งอาจทำให้เกิดการบิดเบือนตลาดภายใน EU โดยทำให้ JD.com ได้เปรียบในการเข้าซื้อกิจการ
นักวิเคราะห์มองว่า EU กำลังตรวจสอบโดยเฉพาะว่าเงินอุดหนุนดังกล่าวทำให้ JD.com สามารถเสนอราคาซื้อ Ceconomy ได้สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่
JD.com ออกแถลงการณ์ปฏิเสธอย่างแข็งขัน โดยยืนยันว่าดีลนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินอุดหนุนจากต่างประเทศแต่อย่างใด บริษัทชี้แจงว่าเงินทุนที่ใช้ในดีลมาจาก "หนี้สินจากธนาคารเอกชนภายนอก และเงินสดจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ" เท่านั้น และย้ำว่าบริษัท "ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากต่างประเทศใดๆ" JD.com กล่าวว่าจะต่อสู้คดีตามกระบวนการทางกฎหมาย
หลังได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา JD.com มีสิทธิ์ยื่นคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรและขอให้มีการไต่สวนด้วยวาจา นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถเสนอ มาตราการเยียวยา (remedies) ซึ่งอาจเป็นคำมั่นสัญญาเชิงพฤติกรรม (behavioral commitments) หรือการยินยอมขายทรัพย์สินบางส่วน (structural concessions) เพื่อคลี่คลายข้อกังวลของ EU
หากคณะกรรมาธิการฯ สรุปว่าเงินอุดหนุนดังกล่าวทำให้เกิดการบิดเบือนการแข่งขัน พวกเขามีอำนาจถึงขั้น ห้ามการทำธุรกรรม หรือกำหนดเงื่อนไขต่างๆ รวมถึงเรียกร้องให้ชำระเงินคืน
ดีลนี้ต้องผ่านกระสอบทรายด้านกฎระเบียบหลายชั้นนับตั้งแต่ประกาศ:
คดีของ JD.com ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง EU และจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 EU ได้ประกาศยกเลิกการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโร (de minimis exemption) ซึ่งมีมายาวนาน โดยแทนที่ด้วยการเรียกเก็บ ภาษีศุลกากรแบบแบน 3 ยูโรต่อชิ้น สำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโรที่นำเข้ามาจากนอก EU
โดยอัตราภาษีแบนนี้จะมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2028 จากนั้นจะมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่อัตราภาษีศุลกากรปกติภายใต้การปฏิรูปศุลกากรครั้งใหญ่ของ EU นอกจากนี้ EU ยังออกมาตรการคู่ขนานเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กกล้าของตนเอง และจัดการกับความไม่สมดุลทางการค้ากับจีนอีกด้วย
กล่าวโดยสรุป ดีล JD.com–Ceconomy ถือเป็นคดีทดสอบที่สำคัญที่สุดของกฎหมาย FSR ที่มีต่อจีน และกำลังดำเนินไปพร้อมๆ กับการปราบปรามเชิงระบบของ EU ต่อปริมาณและความได้เปรียบด้านราคาของสินค้าอีคอมเมิร์ซนำเข้าจากจีน