ทีมนักวิจัยนำโดย มิลเทียเดส มิไคลิดิส จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ใช้ข้อมูล 16 ปีจากกล้อง Fermi Gamma ray Space Telescope ของ NASA ค้นพบหลักฐานว่าระบบดาวคู่ในกลุ่มดาวคนคู่ (Gemini) มีดาวยักษ์ทั้งสองดวงระเบิดเป็นซูเปอร์โนว... ซากที่เหลือคือ IC 443 หรือ 'เนบิวลาแมงกะพรุน' ที่เกิดจากการระเบิดครั้งหลัง และ G189.6+3.3 ซึ่งเป...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What is the first known binary star system in which both stars went supernova, and what does the. Article summary: Here is the answer based on the available sources.. Topic tags: general, government, education, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าระบบดาวคู่มวลมากบางระบบน่าจะก่อให้เกิดซูเปอร์โนวาสองครั้งติดต่อกัน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานโดยตรง จนกระทั่งตอนนี้ ทีมวิจัยได้ระบุตัวอย่างแรกที่ค้นพบ: ซากดาวฤกษ์คู่หนึ่งที่เรียกว่า IC 443 หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ 'เนบิวลาแมงกะพรุน' (Jellyfish Nebula) และดาวคู่ที่จางกว่าและเก่ากว่าซึ่งถูกตั้งชื่อใหม่ว่า G189.6+3.3
งานวิจัยนี้นำโดยนักฟิสิกส์ มิลเทียเดส มิไคลิดิส จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 โดยวิเคราะห์ข้อมูล 16 ปีจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีแกมมา Fermi ของ NASA ควบคู่ไปกับการสังเกตการณ์ด้วยรังสีเอกซ์ แสงที่ตามองเห็น และคลื่นวิทยุ ทีมงานพบว่าซากซูเปอร์โนวาทั้งสองนี้น่าจะเป็นซากฟอสซิลของระบบดาวคู่ระบบเดียวกัน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการสังเกตการณ์สถานการณ์เช่นนี้
ดาวต้นกำเนิดทั้งสองดวงเป็นดาวประเภท O หรือ B บน ซึ่งแต่ละดวงมีมวล มากกว่าดวงอาทิตย์อย่างน้อย 20 เท่า นี่คือดาวมวลมากประเภทที่จบชีวิตลงด้วยการระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาแบบแกนกลางยุบตัว (core-collapse supernovae) และโดยทั่วไปพวกมันมีอายุขัยเพียงไม่กี่ล้านถึงหลายสิบล้านปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากในระดับจักรวาล
ซากทั้งสองอยู่ห่างจากโลกประมาณ 6,000 ปีแสง ในกลุ่มดาวคนคู่ (Gemini) จุดศูนย์กลางการระเบิดของพวกมันห่างกันประมาณ 40 ปีแสงเมื่อฉายลงบนระนาบท้องฟ้า ซึ่งเป็นช่องว่างที่ให้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันรุนแรงของระบบ
ซากที่เก่ากว่า คือ G189.6+3.3 ระเบิดก่อน ประมาณ 100,000 ปี ก่อน ดาวคู่ของมัน เมื่อดาวดวงแรกระเบิด การระเบิดได้ส่ง 'แรงเตะแรกเกิด' (natal kick) อย่างรุนแรง ซึ่งดีดดาวคู่ที่รอดชีวิตออกจากระบบดาวคู่นั้น
จากนั้นดาวดวงนั้นก็ล่องลอยไปในอวกาศเป็นเวลาหลายหมื่นปี ก่อนที่มันจะหมดเชื้อเพลิงนิวเคลียร์และระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา ก่อให้เกิด เนบิวลาแมงกะพรุน (IC 443) ที่อายุน้อยกว่า
อายุของ IC 443 ยังคงไม่แน่นอน โดยมีการคาดการณ์ตั้งแต่ 3,000 ถึง 30,000 ปี การศึกษาล่าสุดนี้ให้อายุที่เหมาะสมที่สุดอยู่ในช่วงปลายของอายุน้อย
หลักฐานสำคัญมาจาก การสังเกตการณ์รังสีแกมมา ที่เผยให้เห็นว่าซากทั้งสองกำลังมีปฏิสัมพันธ์กับ กลุ่มเมฆไฮโดรเจนระหว่างดาวก้อนเดียวกัน ซึ่งเป็นการยืนยันความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ที่ใกล้ชิดของพวกมัน การศึกษารังสีเอกซ์ก่อนหน้านี้ รวมถึงที่ดำเนินการโดยกล้องโทรทรรศน์ SRG/eROSITA ได้ให้เบาะแสไว้ก่อนแล้ว โดยแสดงให้เห็นว่า G189.6+3.3 ทับซ้อนกับ IC 443 อย่างสมบูรณ์และมีส่วนประกอบพลาสมาที่ 0.7 keV ที่คล้ายกัน
การค้นพบนี้เป็น การยืนยันเชิงประจักษ์ครั้งแรก ว่าดาวทั้งสองดวงในระบบดาวคู่มวลมากสามารถเกิดการระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาแบบแกนกลางยุบตัวได้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เคยถูกทำนายไว้ในทางทฤษฎีแต่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน การค้นพบนี้ยืนยันว่าพลวัตของระบบดาวคู่ รวมถึง 'แรงเตะ' จากซูเปอร์โนวาดวงแรก สามารถแยกคู่ที่ถูกผูกมัดด้วยแรงโน้มถ่วงออกเป็นซากดาวฤกษ์เดี่ยวสองแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งทิ้งซากซูเปอร์โนวา (SNR) ของตัวเองไว้
การค้นพบนี้ยังยืนยันว่าดาราศาสตร์รังสีแกมมาสามารถระบุซากซูเปอร์โนวาพี่น้องได้ แม้ว่าซากดวงหนึ่งจะจางกว่ามากและถูกซ่อนไว้บางส่วนในแสงที่สว่างกว่าของอีกดวง
นักวิจัยอธิบายว่ากรณีนี้เป็นหลักฐานที่ น่าเชื่อถือแต่ยังคงเป็น circumstantial (ใช้การอนุมาน) ความเป็นไปได้ที่ซากทั้งสองจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เพียงซ้อนทับกันในแนวสายตาเดียวกันนั้นไม่สามารถตัดทิ้งได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ปฏิสัมพันธ์ของเมฆโมเลกุลร่วมกัน การประมาณระยะทางที่สอดคล้องกัน และสถานการณ์การดีดตัวออกจากระบบดาวคู่ที่สมเหตุสมผล ทำให้กรณีนี้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับระบบซูเปอร์โนวาคู่
การค้นพบนี้เปิดประตูสู่การค้นหาระบบซูเปอร์โนวาพี่น้องเพิ่มเติม เมื่อพิจารณาว่าดาวมวลสูงมักพบอยู่ในระบบดาวคู่ นักดาราศาสตร์คาดว่าควรมีคู่แบบนี้อีกมากที่รอการค้นพบผ่านการสำรวจรังสีแกมมาและหลายช่วงคลื่นในอนาคต
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ทีมนักวิจัยนำโดย มิลเทียเดส มิไคลิดิส จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ใช้ข้อมูล 16 ปีจากกล้อง Fermi Gamma ray Space Telescope ของ NASA ค้นพบหลักฐานว่าระบบดาวคู่ในกลุ่มดาวคนคู่ (Gemini) มีดาวยักษ์ทั้งสองดวงระเบิดเป็นซูเปอร์โนว...
ทีมนักวิจัยนำโดย มิลเทียเดส มิไคลิดิส จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ใช้ข้อมูล 16 ปีจากกล้อง Fermi Gamma ray Space Telescope ของ NASA ค้นพบหลักฐานว่าระบบดาวคู่ในกลุ่มดาวคนคู่ (Gemini) มีดาวยักษ์ทั้งสองดวงระเบิดเป็นซูเปอร์โนว... ซากที่เหลือคือ IC 443 หรือ 'เนบิวลาแมงกะพรุน' ที่เกิดจากการระเบิดครั้งหลัง และ G189.6+3.3 ซึ่งเป็นซากดวงแรกที่ระเบิดเมื่อประมาณ 100,000 ปีก่อน โดยการระเบิดครั้งแรกได้ 'เตะ' ดาวคู่ให้กระเด็นออกไป ก่อนที่มันจะระเบิดตามใ...
การยืนยันความเชื่อมโยงมาจากการตรวจพบรังสีแกมมาที่แสดงให้เห็นว่าซากทั้งสองกำลังปะทะกับกลุ่มเมฆไฮโดรเจนระหว่างดาวก้อนเดียวกัน แม้ว่านักวิจัยจะอธิบายว่าหลักฐานนี้น่าเชื่อถือแต่ยังไม่เด็ดขาด [6][8]