ข้อสรุปเกี่ยวกับการรับรู้: ความกังวลที่ว่า AI จะมาแทนที่งานระดับเริ่มต้นนั้นแพร่หลายและสูงที่สุดในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ แต่ยังไม่สามารถแทนที่ลำดับความสำคัญของงานแบบดั้งเดิมในการตัดสินใจของคนทำงานส่วนใหญ่ได้
งานวิจัยที่เข้มงวดหลายชิ้นยืนยันว่าความวิตกกังวลดังกล่าวมีพื้นฐานที่แท้จริง แม้ว่าผลกระทบจะกระจุกตัวและเฉพาะเจาะจงตามช่วงอายุก็ตาม
การศึกษา 'Canaries in the Coal Mine' ของ Stanford (Brynjolfsson, Chandar & Chen, อัปเดตล่าสุด พ.ย. 2025): จากการวิเคราะห์ข้อมูล payroll ของ ADP ซึ่งครอบคลุมคนงานชาวอเมริกันหลายล้านคน นักวิจัยพบว่า คนทำงานรุ่นใหม่ (อายุ 22-25 ปี) ในอาชีพที่อ่อนไหวต่อ AI มากที่สุด มีการจ้างงานลดลงประมาณ 13% นับตั้งแต่ปลายปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องมือ AI แบบเจนเนอเรทีฟเริ่มแพร่หลาย เอกสารฉบับอัปเดตรายงานว่า การจ้างงานลดลงประมาณ 16% เมื่อควบคุมปัจจัยระดับบริษัทแล้ว
ในทางกลับกัน การจ้างงานสำหรับพนักงานที่มีอายุมากกว่าและมีประสบการณ์ในอาชีพเดียวกันกลับคงที่หรือเพิ่มขึ้น
การศึกษาของมหาวิทยาลัย Harvard (2026): จากการตรวจสอบข้อมูลคนงาน 62 ล้านคนในบริษัทสหรัฐฯ 285,000 แห่ง นักวิจัยพบว่าบริษัทที่ใช้ AI แบบเจนเนอเรทีฟมีการ ลดการจ้างงานระดับเริ่มต้นลงประมาณ 80% ต่อไตรมาสตั้งแต่ปี 2023
ข้อมูลจาก Revelio Labs: ประกาศรับสมัครงานระดับเริ่มต้นในสหรัฐฯ ลดลง 35% นับตั้งแต่ต้นปี 2023
การวิเคราะห์ของธนาคารกลางสหรัฐ สาขาดัลลาส (ม.ค. 2026): ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างการจ้างงานที่ลดลงกับการเปิดรับ AI ในกลุ่มอาชีพต่าง ๆ แต่เฉพาะในกลุ่มคนทำงานอายุน้อยเท่านั้น โดยผลกระทบต่ออัตราการว่างงานโดยรวมยังอยู่ในระดับเล็กน้อย
รายงานของ World Economic Forum (มิ.ย. 2026): ในระดับโลก 37% ของคนทำงานวัยหนุ่มสาว กำลังทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อ AI ระดับปานกลางถึงสูง โดยในอเมริกาเหนือคิดเป็น 69% และในยุโรป 63% การหดตัวของตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นปรากฏให้เห็นในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และสวีเดน
ประเด็นสำคัญ: การลดลงดังกล่าวเป็น การลดลงเชิงสัมพัทธ์ (relative) — หมายความว่าการจ้างงานระดับเริ่มต้นไม่ได้ล่มสลายไปทุกที่ แต่กำลังหดตัวอย่างมีนัยสำคัญในสายงานที่อ่อนไหวต่อ AI เมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ และเมื่อเทียบกับตลาดแรงงานส่วนอื่น อัตราการว่างงานโดยรวมของบัณฑิตจบใหม่ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.7% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025
นักวิจัยชั้นนำหลายคนกำลังเตือนว่าแนวโน้มปัจจุบัน หากไม่ถูกควบคุม จะสร้างวิกฤตเชิงโครงสร้างใน 'ท่อส่งกำลังคน' (talent pipeline)
Andrew McAfee จาก MIT (ผู้ร่วมเป็นหัวหน้าโครงการ Initiative on the Digital Economy) เตือนว่าบริษัทที่นำระบบอัตโนมัติมาใช้แทนตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นของ Gen Z กำลังทำ "ความผิดพลาดระยะยาวที่มีค่าใช้จ่ายสูง" การตัดแหล่งที่มาของความสามารถพิเศษ ไม่เพียงแต่จะทำให้กำลังคนในปัจจุบันหดตัวลง แต่มันยังเป็นการทำลายพื้นที่ฝึกอบรมสำหรับพนักงานอาวุโส ผู้จัดการ และผู้เชี่ยวชาญในอนาคตอีกด้วย เขาให้เหตุผลว่าบริษัทต่างๆ จะประสบปัญหาในการหาพนักงานระดับกลางที่มีประสบการณ์ในภายหลัง หากพวกเขาหยุดรับคนรุ่นใหม่เข้ามาตอนนี้
การวิเคราะห์ของ Wharton School (2025): องค์กรต่างๆ "กำลังรื้อบันไดอาชีพที่เคยใช้ในการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะโดยไม่รู้ตัว" AI สามารถแทนที่งานมากกว่า 50% ในอาชีพอย่างนักวิจัยการตลาด หมายความว่าคนรุ่นใหม่จะไม่ได้รับโอกาสการเรียนรู้แบบฝึกงานที่จำเป็นอีกต่อไป
ข้อสังเกตจาก Harvard Business Review / LinkedIn: "กำจัดตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น และคุณจะลดจำนวนพนักงานที่เป็นเหตุผลในการมีผู้จัดการระดับกลาง" — แรงกดดันต่อท่อส่งกำลังคนจะทวีคูณขึ้นเมื่อเลื่อนขึ้นไปตามลำดับชั้น
รายงาน WEF (มิ.ย. 2026): รายงานเตือนว่าการที่ท่อส่งกำลังคนระดับเริ่มต้นบางลงเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก และ บริษัทที่ละทิ้งการจ้างงานระดับเริ่มต้นเสี่ยงที่จะทำให้ท่อส่งกำลังคนระยะยาวอ่อนแอลง และทำให้การปรับตัวของ AI ช้าลง เนื่องจากพนักงานที่เข้าใจเครื่องมือ AI ดีที่สุดมักเริ่มต้นจากบทบาทระดับจูเนียร์
การประเมินโดยรวม: หลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจนว่า AI กำลังลดการจ้างงานระดับเริ่มต้นในอาชีพที่อ่อนไหวต่อ AI อย่างมีนัยสำคัญ โดยกระจุกตัวในกลุ่มคนทำงานวัยหนุ่มสาว ผลสำรวจของ Indeed Flex สามารถจับภาพการรับรู้ที่ถูกต้องของสาธารณชนต่อแนวโน้มนี้ได้ แม้จะยังคงมีช่องว่างระหว่างความวิตกกังวลทั่วไปกับประสบการณ์ส่วนตัวก็ตาม คำเตือนเรื่องท่อส่งกำลังคนในระยะยาวจาก MIT, Wharton และ WEF นั้นมีพื้นฐานจากหลักเศรษฐศาสตร์แรงงานที่ได้รับการยอมรับ — หากการจ้างงานระดับเริ่มต้นยังคงหดตัวในสายงานที่อ่อนไหวต่อ AI ท่อส่งกำลังคนสำหรับตำแหน่งระดับกลางและระดับอาวุโสก็จะบางลงตามไปด้วยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า