มีความเคลื่อนไหวหลายด้านที่สอดคล้องกับแผนการเยือนดังกล่าว
ระหว่างการเยือนเดือนพฤษภาคม ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องว่าจีนและสหรัฐฯ ควรสร้าง “ความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและการตอบแทนซึ่งกันและกัน
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 ทรัมป์กล่าวปราศรัยช่วงไพรม์ไทม์ โดยกล่าวหาว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนก่อ “การเจาะหรือเข้าถึงข้อมูลการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เชื่อกันว่าเคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์”
ทรัมป์อ้างว่าจีนได้ข้อมูลทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหรัฐฯ จำนวน 220 ล้านรายการ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งปี 2020 และได้เผยแพร่เอกสารข่าวกรองที่ถูกปลดชั้นความลับซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหานี้
จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาทันที หลิน เจี้ยน ระบุว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ “ถูกกุขึ้นทั้งหมดและมีเป้าหมายเพื่อใส่ร้ายจีน” พร้อมย้ำว่าจีนไม่มีความสนใจที่จะแทรกแซงกิจการภายในของสหรัฐฯ
รูบิโอยอมรับว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวสร้างความตึงเครียด แต่ส่งสัญญาณว่าจะไม่ทำให้การเยือนของสี จิ้นผิงต้องหยุดชะงัก ต่อมา ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาวระบุว่า จุดเน้นของการสอบสวนจะอยู่ที่ “ผู้กระทำที่เป็นอันตรายภายในประเทศ” มากกว่าการมุ่งเป้าไปที่ปักกิ่ง และกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับจีน”
การประชุมในเดือนกันยายนจึงถูกมองว่าเป็นการต่อยอดจากความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่เริ่มขึ้นในการเยือนปักกิ่งของทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงด้านการค้าและความเห็นร่วมเรื่องเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทวิภาคี
การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าจัดการเยือน แม้มีการกล่าวหากันต่อหน้าสาธารณะ สะท้อนว่าช่องทางเพื่อรักษา “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” ยังมีความสำคัญต่อทั้งวอชิงตันและปักกิ่ง
ทรัมป์เริ่มกล่าวถึงวันที่ 24 กันยายนเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ขณะพูดถึงแผนก่อสร้างห้องบอลรูมที่ทำเนียบขาว โดยระบุว่าเวลาการเยือนอาจตรงกับสัปดาห์การประชุมระดับผู้นำของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA ที่นครนิวยอร์ก
หากกำหนดการเป็นไปตามที่วางไว้ สี จิ้นผิงจะสามารถเข้าร่วมการประชุม UNGA ก่อนเดินทางต่อไปยังกรุงวอชิงตันเพื่อหารือทวิภาคีกับทรัมป์ การจัดช่วงเวลาเช่นนี้จึงช่วยให้ภารกิจทางการทูตมีความสะดวกด้านการเดินทางสำหรับทั้งสองฝ่าย