2018 ที่รัสเซีย — 4 ประตู
เอ็มบัปเป้ในวัยเพียง 19 ปี เปิดตัวบนเวทีโลกอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการยิงประตูในรอบ 16 ทีม, รอบก่อนรองชนะเลิศ และในนัดชิงชนะเลิศที่ฝรั่งเศสเอาชนะโครเอเชีย คว้าแชมป์โลกสมัยที่สอง
2022 ที่กาตาร์ — 8 ประตู
เขาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำด้วย 8 ประตู ซึ่งรวมถึงการทำแฮตทริกในนัดชิงชนะเลิศที่แพ้อาร์เจนตินา ทำให้ยอดรวมพุ่งเป็น 12 ประตู
2026 ที่อเมริกาเหนือ — 10 ประตู
เอ็มบัปเป้ยิง 4 ประตูในรอบแบ่งกลุ่ม, 2 ประตูในรอบ 16 ทีมสุดท้ายพบไนจีเรีย และอีก 2 ประตูในนัดชิงอันดับสามกับอังกฤษ ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ 22 ประตู 10 ประตูของเขาในทัวร์นาเมนต์นี้เสมอสถิติของแกร์ด มึลเลอร์ที่ทำไว้ในปี 1970 อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ เมสซี่เพิ่งทำลายสถิติของมิโรสลาฟ โคลเซ่ (Miroslav Klose) ที่ 16 ประตูในช่วงแรกของทัวร์นาเมนต์ปี 2026 แต่เอ็มบัปเป้ก็แซงหน้าเมสซี่ได้สำเร็จในนัดชิงอันดับสาม
อังกฤษเอาชนะฝรั่งเศส 6-4 ในนัดชิงอันดับสามที่สนามฮาร์ดร็อคสเตเดียม (Hard Rock Stadium) ในไมอามี่ การ์เดนส์ รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2026 ซึ่งเป็นเกมที่เต็มไปด้วยประตูรวม 10 ลูก
รายละเอียดเกม:
ปฏิกิริยาของโธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel): กุนซือทีมชาติอังกฤษกล่าวว่านี่คือ "เกมสองครึ่ง" และชื่นชมความแข็งแกร่งของทีม เขาเรียกผลการแข่งขันนี้ว่า "ก้าวแรกในการลดช่องว่างกับชาติชั้นนำด้านฟุตบอล"
อย่างไรก็ตาม เขาก็พูดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับนัดชิงอันดับสามนี้ โดยกล่าวก่อนเกมว่า "ไม่มีใครอยากอยู่ในเกมนี้พรุ่งนี้" และยอมรับว่าอยากอยู่ในนัดชิงชนะเลิศมากกว่า
ความสำคัญสำหรับอังกฤษ: นี่คือผลงานที่ดีที่สุดของอังกฤษในฟุตบอลโลกนับตั้งแต่คว้าแชมป์ในปี 1966 และเป็นผลงานที่ดีที่สุดในต่างแดน
พ่ายสเปนในรอบรองฯ: ฝรั่งเศสแพ้สเปน 0-2 ในรอบรองชนะเลิศที่สนามดัลลัสสเตเดียม (Dallas Stadium) ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 ผลการแข่งขันนี้ทำให้ความหวังที่จะเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่สามติดต่อกันของฝรั่งเศสต้องจบลง เอ็มบัปเป้ไม่สามารถทำประตูได้และให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมา เรียกฟอร์มของทีมว่า "เลอะเทอะ" และยอมรับว่า "พวกเราไม่รู้วิธีทำร้ายสเปน"
เขายังรับผิดชอบด้วยตนเองว่า "คุณรับคำชมทั้งหมดเมื่อคุณชนะ เมื่อคุณไม่ชนะ คุณก็ต้องรับคำตำหนิ"
การอำลาของดีดีเย่ เดส์ชองส์ (Didier Deschamps): เดส์ชองส์ ซึ่งประกาศว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งหลังจบฟุตบอลโลก 2026 คุมทีมเป็นนัดสุดท้ายในนัดชิงอันดับสาม ความพ่ายแพ้ต่อสเปนถูกบรรยายว่าเป็น "การปรากฏตัวครั้งสุดท้ายบนเวทีที่ใหญ่ที่สุดของฟุตบอลของกุนซือดีดีเย่ เดส์ชองส์"
ซิเนดีน ซีดาน (Zinédine Zidane) ตกเป็นข่าวอย่างหนักว่าจะเข้ามารับตำแหน่งแทน
มรดกของเอ็มบัปเป้และศักยภาพในปี 2030: ด้วยวัยเพียง 27 ปี เอ็มบัปเป้ลงเล่นฟุตบอลโลกมาแล้วสามครั้ง (2018, 2022, 2026) เข้าชิงชนะเลิศสองครั้ง (2018, 2022) คว้าแชมป์หนึ่งครั้ง (2018) และตอนนี้ครองสถิติสูงสุดตลอดกาล เขามีโอกาสที่จะทำลายสถิติของตัวเองต่อไปในฟุตบอลโลกปี 2030 ซึ่งเขาจะมีอายุ 31 ปี
สเปนคว้าแชมป์: สเปนเอาชนะอาร์เจนตินา แชมป์เก่า 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษในนัดชิงชนะเลิศที่สนามเมตไลฟ์สเตเดียม (MetLife Stadium) ในเมืองอีสต์รัทเทอร์ฟอร์ด รัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2026 คว้าแชมป์โลกสมัยที่สอง (ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010)
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมชมเกม: ทรัมป์เข้าร่วมชมเกมนัดชิงชนะเลิศเคียงข้างประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) และเป็นผู้มอบถ้วยแชมป์ให้กับสเปนหลังจบเกม นอกจากนี้ เขายังชื่นชม "วิสัยทัศน์และการจ่ายบอลที่ยอดเยี่ยม" ของเมสซี่ก่อนเริ่มการแข่งขัน
ลิโอเนล เมสซี่ ร่วมสถิติคาฟู (Cafu) กับการลงเล่นรอบชิงสามสมัย: เมสซี่กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ได้เป็นตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกสามครั้ง (2014, 2022, 2026) ร่วมกับตำนานบราซิลอย่างคาฟู ที่เป็นผู้เล่นชายเพียงสองคนในประวัติศาสตร์ที่ลงเล่นนัดชิงฟุตบอลโลกสามครั้ง ในวัย 39 ปี เมสซี่ยังกลายเป็นผู้เล่นตำแหน่งนอกสนามที่อายุมากที่สุดที่ได้ลงเล่นในนัดชิงฟุตบอลโลก
อาร์เจนตินาแพ้ทั้งในปี 2014 และ 2026 โดยชนะได้ในปี 2022