ความเห็นต่างดังกล่าวกลายเป็นชนวนสำคัญ เมื่อสหรัฐฯ มองว่าการกระทำของอิหร่านต่อเรือพาณิชย์ในช่องแคบเป็นการโจมตีเรือพลเรือน ต่อมาในวันที่ 7 กรกฎาคม เรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำถูกโจมตี และสหรัฐฯ ระบุว่าอิหร่านเป็นผู้รับผิดชอบ
ไม่กี่ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมัน สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอีกครั้ง พร้อมยกเลิกใบอนุญาตที่อนุญาตให้อิหร่านขายน้ำมัน และนำมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันกลับมาใช้
การตอบโต้ดังกล่าวทำให้การพักรบที่เปราะบางอยู่แล้วเดินหน้าต่อได้ยากขึ้น และทำให้การเจรจาทางอ้อมที่กาตาร์ไม่เห็นความคืบหน้าชัดเจน
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่าบันทึกความเข้าใจดังกล่าว “จบแล้ว” และระบุว่าไม่ต้องการพูดคุยกับรัฐบาลเตหะราน
ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ในเวลาต่อมาว่า การโจมตีซ้ำหลายระลอกของสหรัฐฯ ทำให้บันทึกความเข้าใจถูก “ทำให้เป็นโมฆะ” พร้อมอธิบายว่าประเทศกำลังเผชิญ “สงครามที่มีความหมายต่อความอยู่รอดของชาติ” และไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเดิมอีกต่อไป
ในการโจมตีคืนที่สองของปฏิบัติการระลอกใหม่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม สหรัฐฯ โจมตีท่าเรือ ชาฮิด คาลันตารี ในเมืองชาบาฮาร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน ท่าเรือแห่งนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากอินเดีย
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม สถานทูตอิหร่านในอินเดียออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีอย่างรุนแรง โดยเรียกการโจมตีท่าเรือชาบาฮาร์ว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม”
สถานทูตระบุว่าการโจมตีทำให้หอสังเกตการณ์หรือหอเฝ้าระวังภายในท่าเรือถูกทำลาย และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ จงใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือนและเศรษฐกิจ ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน
เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำอินเดียยังกล่าวว่า โครงการชาบาฮาร์ยังคงเดินหน้าต่อ แม้เผชิญทั้งสงครามและมาตรการคว่ำบาตร
ประเด็นเรื่องผู้นำสูงสุดต้องแยกตามลำดับเวลาให้ชัดเจน: แหล่งข่าวระบุว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ–อิสราเอลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และ โมจ์ตาบา คาเมเนอี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่
หลังการโจมตีชาบาฮาร์ ที่ปรึกษาทางทหารอาวุโสของผู้นำสูงสุดคนใหม่เตือนว่า อิหร่านอาจเปิดปฏิบัติการโจมตีเต็มรูปแบบ หากสหรัฐฯ ยังคงโจมตีต่อไป
ณ วันที่ 17–18 กรกฎาคม 2026 สหรัฐฯ และอิหร่านยังอยู่ท่ามกลางการโจมตีอย่างหนักต่อเนื่องเป็น คืนที่ 7 โดยยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่เข้ามาแทนที่ข้อตกลงเดิม
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ระบุว่าเริ่มการโจมตีระลอกใหม่เมื่อเวลา 19.00 น. GMT ของวันที่ 17 กรกฎาคม หรือประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 18 กรกฎาคมตามเวลาไทย เป้าหมายประกอบด้วย
CENTCOM ระบุว่าใช้ทั้งเครื่องบินรบ โดรนทางอากาศ และเรือรบในการโจมตีเพื่อบั่นทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่าน ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ระบุว่าโจมตีพื้นที่ในอิหร่านไปแล้วมากกว่า 80 แห่ง
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังบังคับใช้มาตรการปิดกั้นทางทะเลอย่างเข้มงวดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
อิหร่านโจมตีสถานที่ทางทหารของสหรัฐฯ หลายแห่งใน คูเวต จอร์แดน และอิรัก ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านอ้างว่า ก่อนหน้านี้ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ มากถึง 85 แห่ง
พลตรีโมห์เซน เรซาอี ที่ปรึกษาทางทหารอาวุโสของผู้นำสูงสุดอิหร่าน เตือนว่าเตหะรานจะกลับมาเปิด “ปฏิบัติการโจมตีเต็มรูปแบบ” หากการโจมตีของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไปอีก 2–3 วัน
ดีลพักรบชั่วคราวไม่ได้ล่มจากเหตุการณ์เดียว แต่เกิดจากการตีความสิทธิ์จัดการเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซที่ขัดแย้งกัน ตามด้วยเหตุเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี การโจมตีตอบโต้ของสหรัฐฯ การนำมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันกลับมาใช้ และการที่ทรัมป์ประกาศว่าข้อตกลงสิ้นสุดลง
สำหรับการโจมตีท่าเรือชาบาฮาร์ สถานทูตอิหร่านในอินเดียเรียกว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ขณะที่ฝ่ายที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดคนใหม่ขู่ว่าจะยกระดับเป็นการโจมตีเต็มรูปแบบ หากสหรัฐฯ ไม่หยุดปฏิบัติการ
เมื่อเข้าสู่คืนที่ 7 สหรัฐฯ ยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเป้าหมายทางทหารในอิหร่าน ส่วนอิหร่านตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วภูมิภาค โดยยังไม่มีสัญญาณของการคลี่คลายทางการทูตในทันที