ความแตกต่างที่ห่างกันอย่างลิบลับนี้คือรากฐานที่แท้จริงของปัญหา เมื่อ AI ก้าวไปสู่การใช้งานที่เน้น Inference, ระบบ Agentic (AI ที่ทำงานด้วยตนเองได้) และการประมวลผลบริบทที่ยาวนานขึ้น หน่วยความจำจึงกลายเป็นตัวจำกัดที่แท้จริง ไม่ใช่พลังประมวลผลอีกต่อไป
หนึ่งในคำสำคัญที่มอร์แกน สแตนลีย์บัญญัติขึ้นมาคือ "Chipflation" เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่ราคาชิปหน่วยความจำพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากอุปสงค์ที่แย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่งมีมากกว่าอุปทานอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์นี้รุนแรงถึงขนาดที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Hyperscalers) ต้องทำสัญญาระยะยาว (Long-Term Agreements - LTAs) เพื่อล็อคอุปทานไว้ก่อน ทำให้เกิด ตลาดสองชั้น (two-tier market) ที่ผู้ซื้อเพื่อ AI ได้สิทธิ์优先 ขณะที่ผู้ซื้อที่ไม่ใช่ AI ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านการจัดสรรและราคาที่สูงกว่า
ข้อกังวลสำคัญของมอร์แกน สแตนลีย์คือปัญหานี้กำลัง เบียดบังอุปทานสำหรับฮาร์ดแวร์ผู้บริโภค เนื่องจากผู้ผลิตชิปเลือกผลิตชิปที่ให้มาร์จิ้นสูงกว่าสำหรับตลาด AI ผลกระทบที่คาดการณ์ไว้ในปี 2027 ได้แก่:
ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคอย่างเราอาจต้องเจอทั้งสินค้าที่มีราคาแพงขึ้นและตัวเลือกที่น้อยลง
มอร์แกน สแตนลีย์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลถูกปรับทิศทาง:
การเปลี่ยนแปลงนี้เปิดโอกาสให้กับ ตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 276,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับเทคโนโลยีหน่วยความจำรูปแบบใหม่
มอร์แกน สแตนลีย์แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกระแสนี้ ได้แก่ ไมครอน (Micron), ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics), SK ไฮนิกซ์ (SK Hynix), ซานดิสก์ (SanDisk) และ ASML
โดยภาพรวม ตลาดหน่วยความจำมีแนวโน้มเติบโตจากประมาณ 220,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็นประมาณ 890,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรของอุตสาหกรรมหน่วยความจำคาดว่าจะเติบโต 35-40% ภายในปี 2027