อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่สิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน และจอร์แดน ส่วนความขัดแย้งอีกแนวรบหนึ่ง เยเมนส่งผลให้กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธใส่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นการยุติช่วงสงบศึกอย่างไม่เป็นทางการที่ดำเนินมานาน 4 ปี
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ระบุว่า การโจมตีรอบล่าสุดมุ่งเป้าไปที่พื้นที่ทางทหารตามชายฝั่งทางใต้ของอิหร่านและบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยรวมถึงแหล่งเก็บขีปนาวุธและโดรน ระบบเรดาร์ชายฝั่ง และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารอื่น ๆ
รายงานของ CENTCOM ระบุว่า ตลอดสัปดาห์นั้นสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งทั่วอิหร่าน ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 คน และบาดเจ็บ 300 คน ก่อนหน้านี้ CENTCOM ระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายอิหร่านมากกว่า 80 แห่งภายในคืนเดียว และ CNN รายงานว่าการโจมตีอีกระลอกหนึ่งพุ่งเป้าไปยังสถานที่ทางทหารของอิหร่าน 140 แห่ง
แหล่งข่าวอีกชุดระบุว่า ในการโจมตีรอบล่าสุด สหรัฐฯ ใช้ทั้งเครื่องบินขับไล่ โดรน และเรือรบ พร้อมอาวุธนำวิถี โดยมีเป้าหมายรวมถึงศูนย์บัญชาการ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ เครือข่ายสื่อสาร ขีปนาวุธ โดรน และขีดความสามารถทางทะเลของอิหร่าน
ในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ทรัมป์กล่าวว่า หากอิหร่านไม่กลับมาเจรจา สหรัฐฯ จะยกระดับการโจมตีในสัปดาห์ถัดไป โดยระบุว่า “สัปดาห์หน้าจะเลวร้ายอย่างมากสำหรับพวกเขา เพราะจะถึงคิวโรงไฟฟ้า... จากนั้นก็สะพาน เราจะทำลายโรงไฟฟ้าทั้งหมดของพวกเขา... เว้นแต่พวกเขาจะกลับมาที่โต๊ะเจรจา”
ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนเจตนาที่จะขยายเป้าหมายจากโครงสร้างทางทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของพลเรือน หากการเจรจาไม่เกิดขึ้น และทำให้ฝ่ายอิหร่านออกคำเตือนตอบโต้ทันที
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน กลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งระลอกล่าสุด เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม เรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำถูกโจมตีด้วยวัตถุพุ่งเข้าใส่ระหว่างเดินทางผ่านช่องแคบ ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน โดรนของอิหร่านถูกกล่าวหาว่าโจมตีเรือสินค้า ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้ครั้งแรกของสหรัฐฯ
หลังเกิดเหตุโจมตีเรือสินค้า สหรัฐฯ เพิกถอนใบอนุญาตที่ทำให้อิหร่านสามารถขายน้ำมันได้ และนำมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อการขนส่งของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกลับมาใช้ ขณะเดียวกัน อิหร่านประกาศปิดช่องแคบเป็นช่วง ๆ ต่อเรือทุกลำ และยิงเตือนเรือที่พยายามเดินทางผ่านเส้นทางที่เตหะรานไม่อนุมัติ
แหล่งข่าวไม่ได้ให้ตัวเลขเรือที่ชะลอหรือหยุดเดินทางอย่างแน่ชัด แต่การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซ้ำ ๆ และการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ทำให้การเดินเรือผ่านจุดยุทธศาสตร์แห่งนี้หยุดชะงักอย่างรุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญต่อระบบพลังงานโลก เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานน้ำมันโลก
อิหร่านเปิดฉากตอบโต้หลายระลอก เมื่อวันที่ 8–9 กรกฎาคม กองกำลังอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน และกาตาร์ โดยมีการอ้างเป้าหมายเป็นระบบสกัดกั้นขีปนาวุธแพทริออตในคูเวต ระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกาตาร์ และคลังเชื้อเพลิงในบาห์เรน
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ระบุว่าได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน และคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าฐานทัพอัล-อัซรักในจอร์แดนถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล 12 ลูก
อิหร่านยังขยายการโจมตีไปยังผลประโยชน์ของพันธมิตรสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2 ลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ และเกิดสัญญาณเตือนภัยขีปนาวุธครั้งใหม่ในบาห์เรน
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม กลุ่มฮูตีในเยเมนยิงขีปนาวุธไปยังซาอุดีอาระเบีย หลังกล่าวหาว่าซาอุฯ โจมตีท่าอากาศยานนานาชาติซานา เหตุการณ์นี้ทำลายช่วงสงบศึกอย่างไม่เป็นทางการที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022
หลังจากเครื่องบินรบซาอุดีอาระเบียโจมตีสนามบินซานา กลุ่มฮูตีตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติอับฮาของซาอุฯ โมฮัมเหม็ด อัล-บุคัยตี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮูตี ขู่ว่าอาจใช้มาตรการ “ปิดล้อม” ซาอุดีอาระเบีย
กลุ่มฮูตีประกาศยุติ “ระยะลดความตึงเครียด” ของสงครามกลางเมืองเยเมน ขณะที่มีรายงานการปะทะอย่างหนักใกล้เมืองโฮไดดาห์จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน การกลับมาสู้รบเกิดขึ้นพร้อมกับความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านที่ทวีความรุนแรง จึงเพิ่มความกังวลว่าวิกฤตอาจขยายจากช่องแคบฮอร์มุซไปสู่หลายแนวรบทั่วตะวันออกกลาง
กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่ฝ่ายบัญชาการทหารอิหร่านเตือนว่า จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทั่วภูมิภาค หากทรัมป์เดินหน้าตามคำขู่โจมตีโรงไฟฟ้า
ผู้นำอิหร่านยังระบุว่าจะไม่มีการเจรจาใด ๆ หากทรัมป์ไม่สั่งหยุดการโจมตี ท่าทีดังกล่าวทำให้ช่องทางการทูตยิ่งแคบลง ขณะที่การตอบโต้ของอิหร่านไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเป้าหมายของสหรัฐฯ โดยตรง แต่ขยายไปยังพันธมิตรในอ่าว เรือบรรทุกน้ำมัน และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ประเด็นสำคัญหลังคืนที่ 6 คือ สหรัฐฯ จะเดินหน้าขยายเป้าหมายไปยังโรงไฟฟ้าและสะพานตามที่ทรัมป์ขู่หรือไม่ อิหร่านจะตอบโต้ต่อฐานทัพและพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอย่างไร และช่องแคบฮอร์มุซจะยังเปิดให้เรือพาณิชย์สัญจรได้เพียงใด
การโจมตีเรือสินค้า การปิดล้อมทางทะเล การยิงตอบโต้ข้ามพรมแดน และการกลับมาสู้รบระหว่างฮูตีกับซาอุฯ ล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ยังไม่มีตัวเลขการจราจรทางเรือที่ยืนยันได้จากแหล่งข่าว แต่ภาพรวมชี้ว่าความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่สหรัฐฯ และอิหร่านอีกต่อไป หากการเจรจาไม่กลับมาเดินหน้า ความขัดแย้งอาจเชื่อมโยงหลายแนวรบและทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคควบคุมได้ยากขึ้น