ประเด็นสำคัญคือ การประชุมนี้เป็นเวทีด้านเทคนิคและสถาบัน จึงไม่ได้ประกาศการตัดสินใจเรื่องโควตาการผลิตน้ำมันใหม่ การตัดสินใจด้านการผลิตโดยทั่วไปอยู่ในระดับการประชุมรัฐมนตรีของ OPEC+
OPEC เผยแพร่รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนกรกฎาคมเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2026 ก่อนการประชุมที่บากูไม่นาน โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2026 เหลือประมาณ 800,000 บาร์เรลต่อวัน จากการประเมินเดือนก่อนหน้า
คาดว่าอุปสงค์น้ำมันโลกโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 105.94 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2026 ลดลงจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 106.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน
การปรับลดครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก OPEC ลดคาดการณ์มาแล้วในรายงานเดือนมิถุนายน ซึ่งขณะนั้นประเมินการเติบโตไว้ที่ประมาณ 970,000 บาร์เรลต่อวัน จากเดิม 1.17 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตัวเลขในเดือนกรกฎาคมจึงสะท้อนการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นครั้งที่สามตามบริบทของข้อมูลที่ให้มา
สำหรับปี 2027 OPEC ประเมินว่าอุปสงค์น้ำมันโลกจะเติบโตประมาณ 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดือนมิถุนายนราว 200,000 บาร์เรลต่อวัน
ด้านเศรษฐกิจ OPEC ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 3.1% ในปี 2026 และ 3.2% ในปี 2027
สมาชิกหลัก 7 ประเทศที่เกี่ยวข้องกับการปรับการผลิต ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ประเทศเหล่านี้ตกลงเพิ่มเป้าหมายการผลิตรวม 188,000 บาร์เรลต่อวันสำหรับเดือนกรกฎาคม นับเป็นการเพิ่มโควตารายเดือนครั้งที่สี่ติดต่อกัน
ก่อนหน้านั้น กลุ่มได้ทยอยเพิ่มเป้าหมายการผลิตตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน โดยการเพิ่มในเดือนเมษายนและพฤษภาคมอยู่ที่ประมาณ 206,000 บาร์เรลต่อวัน ก่อนลดขนาดการเพิ่มลงเหลือ 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโควตาบางส่วนมีลักษณะเป็นการปรับเป้าหมายบนกระดาษมากกว่าการเพิ่มการส่งออกจริง เนื่องจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซทำให้หลายประเทศไม่สามารถขนส่งน้ำมันได้ตามเป้าหมาย
สำหรับข่าวการเพิ่มโควตาอีก 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม มีรายงานจากสื่อบางแห่งว่ากลุ่ม 7 ประเทศเตรียมเดินหน้าเพิ่มการผลิตต่อ ขณะที่ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงความเป็นไปได้ของการกลับไปลดการผลิต แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นอิสระจากสำนักข่าวหลักตามข้อมูลที่ให้มา ดังนั้นจึงควรแยกประเด็นดังกล่าวออกจากผลการประชุมคณะกรรมการด้านเทคนิคที่บากู
การประชุมเกิดขึ้นหลังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ถูกปิดกั้นอย่างมีประสิทธิผลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน สหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU เพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบอีกครั้ง กิจกรรมการเดินเรือเริ่มฟื้นตัว แต่ปริมาณเรือและการขนส่งยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม
การกลับมาเดินเรือทำให้น้ำมันที่ติดค้างอยู่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียทยอยเข้าสู่ตลาดโลก ส่งผลให้ตลาดเผชิญภาวะปรับสมดุลอย่างสับสน และอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ราคาน้ำมันดิบจึงปรับลดลงจากระดับสูงในช่วงสงคราม โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์กลับมาอยู่ใกล้ระดับก่อนเกิดความขัดแย้งที่ประมาณ 70–75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ลดลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน
ซิตี้กรุ๊ปประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจลดลงไปแตะ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปี หากการขนส่งผ่านฮอร์มุซฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่อุปสงค์ยังอ่อนแอ อย่างไรก็ดี EIA ระบุว่าราคาเบรนท์เฉลี่ยในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมยังอยู่ในระดับสูงราว 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากข้อจำกัดด้านการขนส่งและอุปทานที่ยังไม่คลี่คลายทั้งหมด
ในระยะสั้น การประชุมที่บากูไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ขับเคลื่อนราคาน้ำมันโดยตรง เพราะไม่ได้มีการประกาศโควตาการผลิตใหม่ แต่ความสำคัญอยู่ที่การวางระบบความร่วมมือระยะยาวของ OPEC+ ภายใต้ Charter of Cooperation
ในเวลาเดียวกัน ตลาดน้ำมันกำลังรับแรงกดดันจากสองด้าน ได้แก่ อุปทานที่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาดหลังการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และอุปสงค์ที่ถูก OPEC ปรับลดคาดการณ์เป็นครั้งที่สามติดต่อกัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลกระทบจากความขัดแย้ง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการบริโภคน้ำมันในเอเชียที่อ่อนแรงลง
สรุป: การประชุมคณะกรรมการด้านเทคนิคครั้งแรกของ CoC ที่บากูเป็นหมุดหมายด้านการจัดวางโครงสร้างความร่วมมือ มากกว่าจะเป็นการประชุมเพื่อแทรกแซงตลาด ส่วนบริบทตลาดในขณะนั้นคือ OPEC ลดคาดการณ์อุปสงค์ปี 2026 เหลือราว 800,000 บาร์เรลต่อวัน โควตาเพิ่มของสมาชิกหลัก 7 ประเทศยังติดข้อจำกัดด้านการขนส่ง และการฟื้นตัวของเส้นทางฮอร์มุซอาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะต่อไป