กรณีที่ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างคือ DeepSeek R1 ซึ่งมีการประเมินว่าสามารถลดต้นทุนการฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน จากประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ เหลือราว 5 ล้านดอลลาร์ O
ข้อมูลจาก Stanford HAI ยังสะท้อนภาพเดียวกันในระดับอุตสาหกรรม โดยพบว่าต้นทุน inference ของระบบที่ทำงานได้ในระดับ GPT-3.5 ลดลงมากกว่า 280 เท่า ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2022 ถึงตุลาคม 2024 H ขณะที่ต้นทุนฮาร์ดแวร์ลดลงประมาณ 30% ต่อปี และประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานดีขึ้นราว 40% ต่อปี
หลักฐานจากภาคธุรกิจที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในรายงานคือ Pinterest
Raffi Krikorian ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีของ Mozilla ระบุในการให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า Pinterest นำโมเดลแบบเปิดมาใช้งานแทนโมเดลปิด และประหยัดเงินได้ “ประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสนั้นเพียงไตรมาสเดียว” BC
Bill Ready ซีอีโอของ Pinterest กล่าวว่า บริษัทได้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับโมเดล AI แนวหน้าที่ต้นทุนต่ำกว่า 10% โดยเฉพาะงานด้านภาพและงานมัลติโมดัล ซึ่งประมวลผลข้อมูลหลายรูปแบบ เช่น ภาพและข้อความร่วมกัน RF
กลยุทธ์ของ Pinterest ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2023 ไม่ได้เลือกใช้โมเดลประเภทเดียวทั้งหมด แต่ผสมผสานโมเดลที่บริษัทพัฒนาเอง โมเดลปิดจาก Anthropic และ OpenAI รวมถึงโมเดลแบบเปิดจาก Alibaba B บริษัทตัดสินใจเดินหน้ากับโมเดลแบบเปิดอย่างจริงจังมากขึ้นในช่วงปลายปี 2025 โดยมองว่าการลดต้นทุนคือปัจจัยสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านด้าน AI F
กรณีนี้สะท้อนว่าโอเพนซอร์สไม่ได้หมายถึงการ “เลิกใช้” โมเดลเชิงพาณิชย์ทั้งหมด แต่เป็นการเลือกโมเดลให้เหมาะกับงานและต้นทุนในแต่ละประเภท
รายงานฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสำรวจเชิงวิชาการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของ Mozilla เพื่อผลักดันระบบนิเวศ AI แบบเปิด
Mark Surman ประธาน Mozilla อธิบายแนวทางขององค์กรว่าเป็นการสร้าง “พันธมิตรกบฏ” หรือ rebel alliance ซึ่งหมายถึงเครือข่ายแบบหลวม ๆ ของสตาร์ตอัป นักพัฒนา และนักเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อเป็นแรงถ่วงดุลต่อ OpenAI, Anthropic และห้องปฏิบัติการ AI แบบปิดรายอื่น LC
คำเปรียบเทียบนี้ตั้งใจสะท้อนบทบาทในอดีตของ Mozilla ที่เคยเป็นผู้ท้าชิงรายเล็กในการต่อสู้เพื่อเว็บที่เปิดกว้างในช่วงต้นทศวรรษ 2000
Mozilla ตั้งใจนำเงินสำรองประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์ไปสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีที่มีพันธกิจเพื่อสังคมผ่านกองทุน Mozilla Ventures ซึ่งเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2022 BLC
นอกจากนี้ แผนงานที่เกี่ยวข้องยังรวมถึงคำมั่นลงทุน 650 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาระบบนิเวศ AI แบบโอเพนซอร์ส G ตั้งแต่ปี 2022 Mozilla Ventures สนับสนุนบริษัทมาแล้วมากกว่า 55 แห่ง รวมถึงสตาร์ตอัป AI อย่าง Trail บริษัทด้านธรรมาภิบาล AI จากเยอรมนี, Transformer Lab และ Oumi G
บริษัทในเครืออย่าง Mozilla.ai กำลังพัฒนาเครื่องมือโครงสร้างพื้นฐานแบบเปิด เช่น เครื่องมือด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือสำหรับ AI agents กรอบการประเมินโมเดล และแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา เพื่อให้โมเดลแบบเปิดนำไปใช้งานจริงและกำกับดูแลได้ง่ายขึ้น BL
นี่คือการตอบโจทย์ช่องว่างที่ Mozilla ยอมรับเองว่า ระบบ AI แบบปิดยังชนะในปัจจุบัน เพราะ “ใช้งานง่ายกว่าอย่างแท้จริง” B
สำหรับผู้บริหารฝ่ายไอที ประเด็นที่น่ากังวลอาจไม่ใช่เพียงว่าโมเดลใดเก่งที่สุด แต่คือองค์กรจะย้ายออกจากผู้ให้บริการเดิมได้จริงหรือไม่เมื่อราคา เงื่อนไข หรือผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลง
ผลสำรวจหลายชุดในปี 2026 สะท้อนช่องว่างระหว่าง “ความมั่นใจว่าจะย้ายได้” กับ “ความสามารถในการย้ายจริง” ดังนี้
ตัวเลขที่มักสรุปว่า “85% เชื่อว่าทำได้ แต่มีเพียง 30% ที่ทำได้จริง” เป็นการสังเคราะห์ข้อมูลจากหลายการสำรวจ โดยใกล้เคียงที่สุดกับบทวิเคราะห์ของ cx-o.com ซึ่งอ้างว่าประมาณ 85% ของบริษัทคิดว่าสามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการได้ แต่มีเพียงราว 30% ที่ทำสำเร็จจริง C
สำหรับ CIO และ CTO การติดตั้งโมเดลแบบเปิดไว้ภายในองค์กรจึงไม่ใช่เพียงจุดยืนเชิงอุดมการณ์ แต่อาจเป็นกลยุทธ์ลดความเสี่ยงจากการถูกผูกติดกับผู้ให้บริการรายเดียว
หลักฐานในรายงานสะท้อนความตึงเครียดสองด้านอย่างชัดเจน
ด้านหนึ่ง ต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง ประสิทธิภาพเข้าใกล้โมเดลปิด และองค์กรธุรกิจเริ่มใช้งานจริงมากขึ้น ผลสำรวจของ McKinsey, Mozilla Foundation และ Patrick J. McGovern Foundation จากผู้นำด้านเทคโนโลยี 700 คนพบว่า มากกว่าครึ่งขององค์กรที่สำรวจใช้ส่วนประกอบ AI แบบโอเพนซอร์สอย่างน้อยหนึ่งรายการ โดยมักใช้ควบคู่กับ API เชิงพาณิชย์ D McKinsey ระบุว่าการใช้งานเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษในอุตสาหกรรมขั้นสูง กลุ่มเทคโนโลยี สื่อและโทรคมนาคม รวมถึงบริการทางการเงิน F
แต่อีกด้านหนึ่ง โมเดลปิดยังครองสัดส่วนการใช้งานของนักพัฒนาประมาณ 80% และยังได้เปรียบด้านประสบการณ์ใช้งาน R บริษัทแนวหน้าอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google DeepMind มีเงินทุนจำนวนมากสำหรับการลงทุนด้านขนาดโมเดลและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบนิเวศแบบเปิดซึ่งกระจัดกระจายทำได้ยากกว่า
การวิเคราะห์ของ Red Line ยังชี้ว่าโอเพนซอร์สในความหมายที่เคร่งครัดกำลังลดลง ขณะที่โมเดลแบบ open-weight ซึ่งไม่ได้เปิดทุกองค์ประกอบกลับเติบโตขึ้น R แม้โมเดลแบบเปิดจะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่โมเดลปิดยังคิดเป็นสัดส่วนราว 95% ของรายได้ในตลาด R
Mozilla ยอมรับสถานการณ์นี้ตรงไปตรงมาว่า ระบบปิดยังชนะเพราะใช้งานง่ายกว่า สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่ช่องว่างด้านความสามารถเป็นหลัก แต่เป็นช่องว่างด้านความสะดวกในการใช้งานและการผสานเข้ากับระบบองค์กร B
รายงานฉบับแรกของ Mozilla เสนอหลักฐานว่า AI แบบเปิดได้ข้ามเส้นสำคัญมาแล้ว นั่นคือประสิทธิภาพเข้าใกล้โมเดลเชิงพาณิชย์ ขณะที่ต้นทุนต่ำกว่ามาก และบริษัทจริงอย่าง Pinterest ก็เริ่มเห็นผลประหยัดระดับหลายล้านดอลลาร์แล้ว
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันยังไม่จบ โมเดลปิดยังได้เปรียบด้านความง่ายในการใช้งาน มีเงินทุนมหาศาล และองค์กรจำนวนมากยังประเมินความยากของการย้ายแพลตฟอร์มต่ำกว่าความเป็นจริง
Mozilla จึงกำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ประสานงานของระบบนิเวศ AI แบบเปิด ผ่านเงินลงทุน เครือข่ายบริษัท และเครื่องมือโครงสร้างพื้นฐาน แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า โมเดลที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนจะรักษาความเร็วในการพัฒนาให้ทันแล็บ AI ที่ทุ่มเงินมหาศาลได้หรือไม่
คำตอบจะไม่ได้ตัดสินกันที่คะแนน benchmark หรือต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า Mozilla และพันธมิตรจะลดช่องว่างด้านการใช้งานให้ทันก่อนที่โอกาสในการสร้างทางเลือกจากระบบปิดจะหายไปหรือไม่