ซนระบุว่า การพัฒนา AI จะต้องใช้เงินลงทุน 5 ล้านล้านดอลลาร์ทุกปีภายในปี 2040 โดยให้เหตุผลว่า AI จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลจนต้นทุนดังกล่าวดูเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวัง
ความต้องการไฟฟ้าระดับ 3 เทราวัตต์สะท้อนว่า การแข่งขันด้าน AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพัฒนาชิปหรือโมเดลภาษาอีกต่อไป แต่รวมถึงการสร้างโรงไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดมหึมา
ซนคาดว่า รายได้จาก AI จะคิดเป็นประมาณ 20% ของ GDP โลกในปี 2040 หรือมีมูลค่าการสร้างรายได้ราว 46 ล้านล้านดอลลาร์ จากมุมมองนี้ เขากล่าวว่าการใช้เงิน 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นเพียง “ต้นทุนเล็กน้อย” เมื่อเทียบกับมูลค่าที่ AI อาจสร้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่าซนไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดวิธีคำนวณตัวเลข 5 ล้านล้านดอลลาร์และสัดส่วน 20% ของ GDP โลกอย่างชัดเจน
ท่ามกลางคำถามว่าการประเมินมูลค่าบริษัท AI และการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์กำลังร้อนแรงเกินไปหรือไม่ ซนใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนกว่าปกติ โดยเรียกการพูดถึง “ฟองสบู่ AI” ว่าเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” และกล่าวว่าคนที่ตั้งคำถามเรื่องการลงทุนใน AI “ไม่เข้าใจ AI”
ก่อนหน้านี้ ในการประชุมผู้ถือหุ้นของ SoftBank เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2026 เขาเคยกล่าวว่าการเรียกสถานการณ์นี้ว่าฟองสบู่เป็น “การดูหมิ่น AI” และถึงขั้นใช้คำว่า “เป็นการลบหลู่ AI”
ในระยะใกล้ ซนยอมรับว่าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะยังเป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ในระยะยาว เขามองว่า นิวเคลียร์ฟิวชัน จะเป็น “ทางออกที่สมจริงที่สุด” สำหรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ฟิวชันคือกระบวนการเดียวกับที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ ซนมองว่าเทคโนโลยีนี้อาจนำไปสู่พลังงานรูปแบบใหม่ที่มีราคาถูก สะอาด และปลอดภัยบนโลก ทั้งนี้ แหล่งข่าวไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดว่าโรงไฟฟ้าฟิวชันเชิงพาณิชย์จะสามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้เมื่อใด
วิสัยทัศน์ของซนไม่ได้อยู่แค่บนเวที เพราะ SoftBank กำลังสนับสนุนด้วยโครงการขนาดใหญ่หลายแห่ง
SB Energy ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ SoftBank กำลังพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติมูลค่า 33.3 พันล้านดอลลาร์ กำลังการผลิต 9.2 กิกะวัตต์ (GW) ในเมืองไพค์ตัน รัฐโอไฮโอ บนที่ดินของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ
โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะจ่ายไฟให้วิทยาเขตเซิร์ฟเวอร์ AI ขนาด 10 กิกะวัตต์ ซึ่งซนอธิบายว่าอาจเป็น “ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก” เขายังกล่าวว่าโครงการดังกล่าวอาจดึงเงินลงทุนเข้าสู่วิทยาเขตแห่งเดียวได้สูงสุด 500 พันล้านดอลลาร์
โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย SB Energy จะลงทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์ร่วมกับ AEP Ohio เพื่อยกระดับและก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าในพื้นที่ตอนใต้ของรัฐโอไฮโอ
รายงานหลายฉบับเชื่อมโยงโครงการโอไฮโอกับกรอบความร่วมมือทางการค้าที่ญี่ปุ่นจะมีส่วนสนับสนุนเงินลงทุนมากกว่า 33 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน โครงการนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นส่วนสำคัญของกรอบคำมั่นลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ ของญี่ปุ่น ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 550 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรวม 550 พันล้านดอลลาร์ไม่ได้ปรากฏอย่างโดดเด่นในแหล่งข้อมูลที่มีอำนาจสูงสุดซึ่งรวบรวมได้ ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2026 จึงควรถือเป็นตัวเลขที่ยังมีข้อควรระวัง ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันได้อย่างสมบูรณ์
SoftBank Group ยังมีแผนลงทุนสูงสุด 75 พันล้านยูโร หรือประมาณ 87.3 พันล้านดอลลาร์ เพื่อก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในฝรั่งเศส
เหตุผลสำคัญคือฝรั่งเศสมีระบบผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ในสัดส่วนสูง ทำให้ SoftBank มองเห็นโอกาสในการแก้ปัญหาความต้องการไฟฟ้าของ AI ไปพร้อมกับการขยายกำลังประมวลผลในยุโรป
ตัวเลขล่าสุดของซนถือเป็นการยกระดับคำพยากรณ์ของเขาอย่างมาก ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เขาคาดว่า ASI หรือปัญญาประดิษฐ์เหนือมนุษย์ขั้นสูง รวมถึง AI เชิงกายภาพอย่างหุ่นยนต์ จะสร้างมูลค่าราว 10% ของ GDP โลกภายใน 10-15 ปี และเพิ่มเป็น 30% ภายใน 30 ปี
ก่อนหน้านั้น ในเดือนธันวาคม 2025 เขาเคยประเมินในทิศทางใกล้เคียงกันว่า AI จะมีสัดส่วนประมาณ 10% ของ GDP โลก คำกล่าวเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมจึงเป็นการขยับเป้าหมายระยะกลางขึ้นเป็น 20% ภายในปี 2040
ภาพรวมนี้สะท้อนการเดิมพันของ SoftBank ที่ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงซอฟต์แวร์หรือบริการออนไลน์ แต่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ต้องสร้างทั้งชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงไฟฟ้า และโครงข่ายพลังงานขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ดี ตัวเลขทั้งหมดเป็นการคาดการณ์ของซน ไม่ใช่การประเมินร่วมกันของอุตสาหกรรมหรือการยืนยันผลลัพธ์ในอนาคต
ซนระบุว่า การพัฒนา AI จะต้องใช้เงินลงทุน 5 ล้านล้านดอลลาร์ทุกปีภายในปี 2040 โดยให้เหตุผลว่า AI จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลจนต้นทุนดังกล่าวดูเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวัง
ความต้องการไฟฟ้าระดับ 3 เทราวัตต์สะท้อนว่า การแข่งขันด้าน AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพัฒนาชิปหรือโมเดลภาษาอีกต่อไป แต่รวมถึงการสร้างโรงไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดมหึมา
ซนคาดว่า รายได้จาก AI จะคิดเป็นประมาณ 20% ของ GDP โลกในปี 2040 หรือมีมูลค่าการสร้างรายได้ราว 46 ล้านล้านดอลลาร์ จากมุมมองนี้ เขากล่าวว่าการใช้เงิน 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นเพียง “ต้นทุนเล็กน้อย” เมื่อเทียบกับมูลค่าที่ AI อาจสร้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่าซนไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดวิธีคำนวณตัวเลข 5 ล้านล้านดอลลาร์และสัดส่วน 20% ของ GDP โลกอย่างชัดเจน
ท่ามกลางคำถามว่าการประเมินมูลค่าบริษัท AI และการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์กำลังร้อนแรงเกินไปหรือไม่ ซนใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนกว่าปกติ โดยเรียกการพูดถึง “ฟองสบู่ AI” ว่าเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” และกล่าวว่าคนที่ตั้งคำถามเรื่องการลงทุนใน AI “ไม่เข้าใจ AI”
ก่อนหน้านี้ ในการประชุมผู้ถือหุ้นของ SoftBank เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2026 เขาเคยกล่าวว่าการเรียกสถานการณ์นี้ว่าฟองสบู่เป็น “การดูหมิ่น AI” และถึงขั้นใช้คำว่า “เป็นการลบหลู่ AI”
ในระยะใกล้ ซนยอมรับว่าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะยังเป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ในระยะยาว เขามองว่า นิวเคลียร์ฟิวชัน จะเป็น “ทางออกที่สมจริงที่สุด” สำหรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ฟิวชันคือกระบวนการเดียวกับที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ ซนมองว่าเทคโนโลยีนี้อาจนำไปสู่พลังงานรูปแบบใหม่ที่มีราคาถูก สะอาด และปลอดภัยบนโลก ทั้งนี้ แหล่งข่าวไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดว่าโรงไฟฟ้าฟิวชันเชิงพาณิชย์จะสามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้เมื่อใด
วิสัยทัศน์ของซนไม่ได้อยู่แค่บนเวที เพราะ SoftBank กำลังสนับสนุนด้วยโครงการขนาดใหญ่หลายแห่ง
SB Energy ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ SoftBank กำลังพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติมูลค่า 33.3 พันล้านดอลลาร์ กำลังการผลิต 9.2 กิกะวัตต์ (GW) ในเมืองไพค์ตัน รัฐโอไฮโอ บนที่ดินของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ
โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะจ่ายไฟให้วิทยาเขตเซิร์ฟเวอร์ AI ขนาด 10 กิกะวัตต์ ซึ่งซนอธิบายว่าอาจเป็น “ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก” เขายังกล่าวว่าโครงการดังกล่าวอาจดึงเงินลงทุนเข้าสู่วิทยาเขตแห่งเดียวได้สูงสุด 500 พันล้านดอลลาร์
โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย SB Energy จะลงทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์ร่วมกับ AEP Ohio เพื่อยกระดับและก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าในพื้นที่ตอนใต้ของรัฐโอไฮโอ
รายงานหลายฉบับเชื่อมโยงโครงการโอไฮโอกับกรอบความร่วมมือทางการค้าที่ญี่ปุ่นจะมีส่วนสนับสนุนเงินลงทุนมากกว่า 33 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน โครงการนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นส่วนสำคัญของกรอบคำมั่นลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ ของญี่ปุ่น ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 550 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรวม 550 พันล้านดอลลาร์ไม่ได้ปรากฏอย่างโดดเด่นในแหล่งข้อมูลที่มีอำนาจสูงสุดซึ่งรวบรวมได้ ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2026 จึงควรถือเป็นตัวเลขที่ยังมีข้อควรระวัง ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันได้อย่างสมบูรณ์
SoftBank Group ยังมีแผนลงทุนสูงสุด 75 พันล้านยูโร หรือประมาณ 87.3 พันล้านดอลลาร์ เพื่อก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในฝรั่งเศส
เหตุผลสำคัญคือฝรั่งเศสมีระบบผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ในสัดส่วนสูง ทำให้ SoftBank มองเห็นโอกาสในการแก้ปัญหาความต้องการไฟฟ้าของ AI ไปพร้อมกับการขยายกำลังประมวลผลในยุโรป
ตัวเลขล่าสุดของซนถือเป็นการยกระดับคำพยากรณ์ของเขาอย่างมาก ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เขาคาดว่า ASI หรือปัญญาประดิษฐ์เหนือมนุษย์ขั้นสูง รวมถึง AI เชิงกายภาพอย่างหุ่นยนต์ จะสร้างมูลค่าราว 10% ของ GDP โลกภายใน 10-15 ปี และเพิ่มเป็น 30% ภายใน 30 ปี
ก่อนหน้านั้น ในเดือนธันวาคม 2025 เขาเคยประเมินในทิศทางใกล้เคียงกันว่า AI จะมีสัดส่วนประมาณ 10% ของ GDP โลก คำกล่าวเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมจึงเป็นการขยับเป้าหมายระยะกลางขึ้นเป็น 20% ภายในปี 2040
ภาพรวมนี้สะท้อนการเดิมพันของ SoftBank ที่ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงซอฟต์แวร์หรือบริการออนไลน์ แต่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ต้องสร้างทั้งชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงไฟฟ้า และโครงข่ายพลังงานขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ดี ตัวเลขทั้งหมดเป็นการคาดการณ์ของซน ไม่ใช่การประเมินร่วมกันของอุตสาหกรรมหรือการยืนยันผลลัพธ์ในอนาคต