Apple เป็นอีกผู้ผลิตที่มียอดเติบโตในจีนในช่วงไตรมาส 2 ปี 2026 โดยยอดจัดส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งทำให้ Apple เป็นแบรนด์ต่างประเทศเพียงแบรนด์เดียวที่ฝ่าวิกฤตตลาดที่หดตัวลง การเติบโตของ Apple ได้แรงหนุนจากดีมานด์ที่แข็งแกร่งของซีรีส์ iPhone 17 ซึ่งเติบโตประมาณ 20% ในจีนช่วงไตรมาส 1 ปี 2026
ข้อได้เปรียบสำคัญของ Apple คือการควบคุมซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งและความสามารถในการดูดซับต้นทุนชิปที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องผลักภาระไปยังผู้บริโภค
ทั้ง Huawei และ Apple เลือกตรึงราคาสินค้าไว้ในไตรมาส 2 ปี 2026 โดยดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแทนที่จะส่งต่อให้ผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ทั้งสองแบรนด์เติบโตเหนือคู่แข่ง ปัจจัยเชิงโครงสร้างสำคัญที่ทำให้กลยุทธ์นี้เป็นไปได้:
ในทางตรงกันข้าม ผู้ผลิต Android ส่วนใหญ่จำเป็นต้องส่งต่อต้นทุนชิปที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค ซึ่งทำให้ดีมานด์ในกลุ่มเครื่องระดับกลางและระดับประหยัดลดลง ราคาสมาร์ทโฟนระดับกลางปรับตัวสูงขึ้น 300 ถึง 1,000 หยวน (ประมาณ 140 ดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงฤดูร้อนที่มีการอัปเกรดเครื่อง
ปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่เปลี่ยนโฉมตลาดในไตรมาส 2 ปี 2026 ราคาสัญญาชิปหน่วยความจำสำหรับแบรนด์จีนปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดย NAND Flash เพิ่มขึ้น 50-60% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ DRAM เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ส่วนแบ่งต้นทุนของชิปหน่วยความจำในต้นทุนรวมของสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นจากเดิม 10-15% เป็นกว่า 20% ตามการประมาณการของ IDC
ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตจีนต้องลดสเปกเครื่องและขึ้นราคา
ปัญหาของตลาดจีนสะท้อนวิกฤตระดับโลกที่ใหญ่กว่า IDC คาดการณ์ว่ายอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปี 2026 จะลดลง 13.9% เหลือ 1.09 พันล้านเครื่อง ซึ่งเป็นการหดตัวรายปีที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดสมาร์ทโฟน ตัวเลขนี้ถูกปรับลดลงจากการคาดการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ 12.9%
ในไตรมาส 2 ปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว ตลาดโลกหดตัว 6.7% เหลือ 277.5 ล้านเครื่อง
IDC ระบุว่าการขาดแคลนชิปหน่วยความจำเป็น "วิกฤตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน"
ปัจจัยอื่นๆ เช่น ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน และการสิ้นสุดของโครงการอุดหนุนจากรัฐบาล ยังส่งผลให้ดีมานด์ลดลงอีกด้วย
รายงาน IDC ฉบับไตรมาส 2 ปี 2026 ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดจีนในช่วงปี 2028-2029 โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม IDC ระบุว่าผู้ผลิตบางรายยังคงมีสต็อกชิปที่ต้นทุนต่ำจากช่วงก่อนหน้า และ "เมื่อสต็อกนั้นหมดลง แรงกดดันด้านต้นทุนจะตกหนักที่สุดกับแบรนด์ที่มีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ชิปน้อยกว่า ซึ่งอาจเร่งให้เกิดการควบรวมกิจการในตลาด" ในบริบทโลก IDC คาดว่าตลาดจะฟื้นตัวเล็กน้อย 2% ในปี 2027 ตามด้วยการเติบโต 5.4% ในปี 2028 เมื่อตลาดเริ่มมีเสถียรภาพ
การฟื้นตัวของตลาดจีนโดยเฉพาะจะขึ้นอยู่กับว่าผู้ผลิตจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม การจัดการต้นทุน และความยืดหยุ่นของซัพพลายเชนได้ดีเพียงใดท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาที่ยังคงอยู่