ผลที่ตามมารุนแรง ขีปนาวุธวิถีโค้งทั้ง 29 ลูกพุ่งถึงเป้าหมาย มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 คนในกรุงเคียฟ และผู้บาดเจ็บ 60 คน BC ขณะที่ CNN ซึ่งอ้างข้อมูลเจ้าหน้าที่ยูเครน รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คนในเมืองหลวง และอีก 8 คนในพื้นที่ใกล้เคียง C
ตลอดสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม ยูเครนยิงตกขีปนาวุธวิถีโค้งได้เพียง 4 จาก 54 ลูกที่รัสเซียยิงเข้ามา หรือราว 7% U ระบบยุคโซเวียตอย่าง S-300 และ Buk ยังคงมีประสิทธิภาพต่อขีปนาวุธร่อนและโดรนบางประเภท แต่ไม่สามารถรับมือขีปนาวุธวิถีโค้งที่บินด้วยความเร็วสูงและระดับความสูงมากได้
พันเอกยูรี อิฮ์นัต โฆษกกองทัพอากาศยูเครน ระบุโดยตรงว่าสาเหตุคือการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบ Patriot โดยกล่าวว่ายูเครนมีขีปนาวุธสำหรับระบบดังกล่าวไม่เพียงพอ M เซเลนสกีก็ยอมรับในทิศทางเดียวกันว่า กองทัพยูเครนยังทำผลงานได้ดีในการรับมือโดรนและขีปนาวุธร่อน แต่ไม่สามารถหยุดขีปนาวุธวิถีโค้งของรัสเซียได้ เนื่องจากมีเสบียงขีปนาวุธสกัดกั้นไม่เพียงพอ F
เพียง 8 วันต่อมา ภาพกลับแตกต่างอย่างชัดเจน รัสเซียโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง Iskander-M/S-400 จำนวน 8 ลูก ขีปนาวุธร่อน Kh-59/69 จำนวน 2 ลูก และโดรน 135 ลำ C
กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนรายงานว่าสามารถยิงตกขีปนาวุธวิถีโค้งได้ 5 จาก 8 ลูก ขีปนาวุธร่อนทั้ง 2 ลูก และโดรน 108 ลำ IC ขีปนาวุธที่หลุดรอดไป 3 ลูกทำให้เกิดไฟไหม้ที่คลังสินค้าในกรุงเคียฟ และสร้างความเสียหายแก่โรงเรียนแห่งหนึ่ง I
อัตราสกัดกั้น 62.5% ถือเป็นการฟื้นตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับศูนย์เปอร์เซ็นต์ในวันที่ 6 กรกฎาคม แต่ยังไม่ควรตีความว่าเป็นการแก้ปัญหาได้ถาวร คำอธิบายที่เป็นไปได้จากลำดับเหตุการณ์และคำแถลงของเจ้าหน้าที่คือ ยูเครนอาจได้รับขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot เพิ่มเติมระหว่างการโจมตีทั้งสองครั้ง หรืออาจบริหารและจัดสรรคลังที่มีอยู่อย่างเข้มงวดมากขึ้น
ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมยูเครนเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งครอบคลุมการโจมตีในเดือนก่อนหน้า ระบุว่าอัตราสกัดกั้นขีปนาวุธวิถีโค้งอยู่ที่เพียง 40% เทียบกับ 90% สำหรับขีปนาวุธร่อน N ตัวเลขนี้ชี้ว่า แม้ในช่วงที่ทำผลงานได้ดี ยูเครนก็ยังหยุดขีปนาวุธวิถีโค้งได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งโดยเฉลี่ย และผลงานในวันที่ 14 กรกฎาคมอาจเป็นเหตุการณ์ที่โดดเด่น มากกว่าจะเป็นมาตรฐานใหม่ที่ยืนยันได้แล้ว
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2026 หรือหนึ่งวันก่อนการยิงสกัดกั้นครั้งสำเร็จ ยูเครนและชาติยุโรปอีก 9 ประเทศประกาศจัดตั้ง Integrated Anti-Ballistic Defense Coalition ในการประชุมสุดยอดที่กรุงปารีส CEU
สมาชิกผู้ก่อตั้งทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ ยูเครน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักร UP
แถลงการณ์ร่วมระบุว่า “การปกป้องยุโรปจำเป็นต้องอาศัยสถาปัตยกรรมป้องกันขีปนาวุธแบบบูรณาการในระดับโลก เพื่อยับยั้งและเอาชนะภัยคุกคามจากขีปนาวุธในอนาคต” C
จุดสำคัญทางการเมืองคือ ยูเครนไม่ได้เข้าร่วมในฐานะผู้รับความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งและผู้ร่วมออกแบบขีดความสามารถของพันธมิตร G แผนงานเรือธงของกลุ่มมุ่งไปที่โครงการ Freyja ซึ่งเป็นระบบป้องกันขีปนาวุธวิถีโค้งที่ยูเครนออกแบบเอง TG
Freyja หรือที่สะกดอีกแบบว่า Freya เป็นระบบต่อต้านขีปนาวุธวิถีโค้งที่พัฒนาโดยบริษัทเทคโนโลยีป้องกันประเทศของยูเครน Fire Point บริษัทเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังขีปนาวุธร่อน Flamingo และโดรนโจมตีพิสัยไกล RDN
ข้อมูลสำคัญของโครงการมีดังนี้
อย่างไรก็ตาม Freyja ยังมีเงื่อนไขสำคัญด้านความเร็วในการพัฒนา เซเลนสกีระบุว่าโครงการจะเดินหน้าได้เร็วไม่ได้ หากขาดพันธมิตรนานาชาติที่ช่วยจัดหาเรดาร์ ระบบควบคุม และเงินทุน N โครงสร้างพันธมิตรใหม่นี้จึงมีบทบาทโดยตรงในการเติมเต็มส่วนประกอบที่ยูเครนยังผลิตเองไม่ได้ ขณะที่ยูเครนรับบทนำในการพัฒนาขีปนาวุธสกัดกั้น
รัสเซียเพิ่มการใช้ขีปนาวุธวิถีโค้งต่อยูเครนอย่างมาก ในเดือนมิถุนายน 2025 รัสเซียยิงขีปนาวุธประเภทนี้ใส่ยูเครนประมาณ 28 ลูกต่อเดือน แต่ภายในเดือนกรกฎาคม 2026 อัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นราว 3 เท่า E
รูปแบบการโจมตีคือการใช้โดรนจำนวนมากเพื่อทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศทำงานหนักและสิ้นเปลืองกระสุน ก่อนผสมขีปนาวุธวิถีโค้งที่รับมือได้ยากเข้าไปในชุดโจมตี CN แนวทางนี้ใช้ประโยชน์จากข้อจำกัดของยูเครน ซึ่งพึ่งพาขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot เป็นหลักในการรับมือเป้าหมายประเภทนี้
การยิงตก 5 จาก 8 ลูกในวันที่ 14 กรกฎาคมแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีขีปนาวุธสกัดกั้นที่เหมาะสม ระบบ Patriot ของยูเครนยังสามารถทำผลงานได้ดี แต่ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ยังคงอยู่ เพราะรัสเซียสามารถยิงขีปนาวุธวิถีโค้งได้เร็วกว่าที่ชาติตะวันตกจะเติมคลัง Patriot ให้ยูเครนได้
ข้อมูลของ El País ระบุว่า ในการโจมตีครั้งใหญ่ต่อกรุงเคียฟเมื่อวันที่ 2 และ 6 กรกฎาคม ขีปนาวุธวิถีโค้งของรัสเซียมากกว่า 92% หรือ 49 จาก 53 ลูกพุ่งถึงเป้าหมาย E เมื่อเทียบกับอัตราสกัดกั้นเฉลี่ย 40% ในเดือนก่อนหน้า ช่องว่างนี้ยังใหญ่เกินกว่าจะปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและพื้นที่ชุมชนได้อย่างมั่นคง N
Freyja ยังไม่ใช่คำตอบสำหรับการโจมตีในระยะใกล้ แม้กรอบเวลาที่มองในแง่ดีที่สุดจะระบุว่าอาจเริ่มใช้งานได้ช่วงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 RN จนกว่าจะถึงเวลานั้น ยูเครนยังต้องพึ่งพาขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot จากสหรัฐฯ และพันธมิตร
แต่การจัดตั้ง Integrated Anti-Ballistic Defense Coalition ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ยูเครนกำลังขยับจากการเป็นผู้ร้องขอความช่วยเหลือด้านการป้องกัน ไปสู่การเป็นผู้ร่วมออกแบบสถาปัตยกรรมป้องกันขีปนาวุธของยุโรป
บททดสอบสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Freyja จะบินได้หรือไม่ แต่คือระบบนี้จะผลิตได้เร็วและมากพอหรือไม่ ด้วยต้นทุนราว 700,000 ดอลลาร์ต่อการสกัดกั้น และจะเชื่อมต่อกับเรดาร์ ระบบควบคุม และเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศของพันธมิตรได้จริงเพียงใด หากทำได้ โครงการที่เริ่มจากบริษัทผู้ผลิตโดรนอาจกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการปิดช่องโหว่ด้านการป้องกันที่อันตรายที่สุดของยูเครน