ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปลี่ยนท่าทีต่อยูเครนครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม 2026 หลังจากโทรศัพท์ 85 นาทีถึงปูตินในวันชาติสหรัฐฯ, ได้รับรายงานจาก CIA ที่หักล้างข้อกล่าวหารัสเซีย, และเข้าร่วมการประชุมสุดยอด NATO การโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์ ปูตินเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ฟื้นช่องทางการทูตโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ รัสเซียที่เคยถูกระงับ ท...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for How did President Donald Trump’s stance on Ukraine shift following a July 4 phone call with Vladi. Article summary: Here is a detailed, sourced account of the events described.. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
ในเดือนกรกฎาคม 2026 ชุดเหตุการณ์ทางการทูตครั้งสำคัญได้พลิกโฉมท่าทีของสหรัฐอเมริกาต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์โทรศัพท์นานเกือบ 90 นาทีถึงวลาดิมีร์ ปูตินในวันชาติสหรัฐฯ, ได้รับรายงานข่าวกรอง CIA ที่หักล้างข้อกล่าวหาสำคัญของรัสเซีย, และเข้าร่วมการประชุมสุดยอด NATO ที่อังการาซึ่งให้คำมั่นทางทหารอย่างเป็นรูปธรรมแก่ยูเครน นี่คือรายละเอียดจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าเกิดอะไรขึ้นและหมายความว่าอย่างไร
ในวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน นานประมาณ 85-90 นาที ซึ่งเป็นการพูดคุยครั้งที่ 4 ในปีนั้น ยูรี อูชาคอฟ ที่ปรึกษาเครมลิน ระบุว่าการสนทนาครั้งนี้เป็นไปในเชิง 'ธุรกิจ' และ 'สร้างสรรค์อย่างยิ่ง' โดยทรัมป์เสนอช่วยหาทางออกให้กับสงครามยูเครนและ 'ยืนยันความพร้อม' ที่จะช่วยยุติความขัดแย้ง
เครมลินกล่าวว่าผู้นำทั้งสองหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีและการระงับข้อพิพาทยูเครนก่อนการประชุมสุดยอด NATO
จุดเปลี่ยนสำคัญในท่าทีของทรัมป์: การโทรศัพท์ครั้งนี้ฟื้นช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซียในประเด็นยูเครนที่เคยถูกระงับไว้ หลังจากวางสาย ทรัมป์แสดงความเชื่อว่าปูติน 'ต้องการให้มันจบลง' และเริ่มแสดงความมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพในระยะใกล้นี้
นี่เป็นการเปลี่ยนจุดยืนอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยคล้อยตามท่าทีรัสเซีย เช่น การเรียกการเป็นสมาชิก NATO ของยูเครนว่า 'เป็นไปไม่ได้' และการเรียกการยึดคืนดินแดนว่า 'เป็นภาพลวงตา'
แต่หลังจากโทรศัพท์เดือนกรกฎาคม 2026 ท่าทีสาธารณะของเขาเปลี่ยนไปสู่การเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยแทนที่จะยอมรับข้อเรียกร้องสูงสุดของรัสเซีย
ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์ได้รับรายงานข่าวกรองจากจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA เกี่ยวกับข้อกล่าวหาของรัสเซียที่ว่ายูเครนใช้โดรนโจมตีที่พักของปูติน CIA ไม่พบหลักฐานว่ายูเครนพยายามโจมตีที่พักของปูติน ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับข้อกล่าวหาของรัสเซีย ทรัมป์กล่าวต่อสาธารณะว่าเขาไม่เชื่อว่าการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้น โดยกล่าวว่า 'ผมไม่เชื่อว่าการโจมตีนั้นเกิดขึ้น'
รายงานข่าวกรองนี้ตอกย้ำความสงสัยของทรัมป์ต่อคำบอกเล่าของรัสเซีย และทำให้แนวโน้มที่เขาจะยอมรับข้อมูลจากมอสโกนั้นลดลง
ทรัมป์สนทนาแยกกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีแห่งยูเครนในวันเดียวกับที่คุยกับปูติน (4 กรกฎาคม) ทำเนียบขาวยืนยันว่าการแบ่งปันข่าวกรองกับยูเครนจะดำเนินต่อไป
การโทรศัพท์ถึงผู้นำทั้งสองฝ่ายแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ตั้งใจวางตำแหน่งสหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยแทนที่จะละทิ้งเคียฟ
การโทรศัพท์ทรัมป์-ปูติน นั้นเน้นไปที่:
ทีมงานของเซเลนสกีมองว่าช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างทรัมป์กับปูตินเป็นพัฒนาการที่ไม่พึงประสงค์ โดยเกรงว่ายูเครนอาจถูกกันออกจากการเจรจาระงับข้อพิพาท
การประชุมสุดยอด NATO ครั้งที่ 36 จัดขึ้นในวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2026 ณ ทำเนียบประธานาธิบดีเบชเทเปในอังการา ตุรกี โดยมีมาร์ก รุตเต เลขาธิการ NATO เป็นประธาน ก่อนหน้านี้การประชุมถูกคุกคามจากความตึงเครียดเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของทรัมป์เรื่องการใช้จ่ายด้านกลาโหม นโยบายอิหร่าน และกรีนแลนด์ แต่สุดท้ายก็เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมหลายประการ
คำมั่นช่วยเหลือ 70,000 ล้านยูโรให้ยูเครน: ชาติสมาชิก NATO ให้คำมั่นช่วยเหลือ 70,000 ล้านยูโร (80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับการต่อสู้ของยูเครนกับรัสเซีย ซึ่งเป็นทางการในปฏิญญาการประชุมสุดยอด นี่เป็นหนึ่งในคำมั่นทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดของพันธมิตรนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
ใบอนุญาตผลิตระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot ให้ยูเครน: ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะให้ใบอนุญาตแก่ยูเครนในการผลิตระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot ในประเทศ ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของเคียฟที่ต้องการเทคโนโลยีนี้มานานเพื่อตอบโต้ขีปนาวุธของรัสเซีย
การย้ำคำมั่นด้านการป้องกัน: ผู้นำย้ำคำมั่นที่จะปกป้องกันและกันภายใต้มาตรา 5 แม้จะมีความตึงเครียดก่อนการประชุมจากการวิจารณ์การใช้จ่ายของพันธมิตรของทรัมป์
ท่าทีของทรัมป์: แตกต่างจากความกลัวว่าจะเกิดการปะทะ ทรัมป์อธิบายการเจรจาระหว่างผู้นำแบบปิดว่ามี 'ความรักมากมายในห้องนั้น มีความสามัคคีมากมาย' เขาแสดงความมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับความคืบหน้าของสันติภาพ โดยกล่าวว่าเขาเชื่อว่าปูตินต้องการข้อตกลงอย่างแท้จริง
สถานการณ์ทางทหาร: สงครามดำเนินมากว่าสี่ปีแล้ว กองทัพรัสเซียยังคงกดดันตามแนวหน้าด้านตะวันออก และยูเครนยังคงพึ่งพาระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธจากตะวันตกอย่างหนัก ใบอนุญาตผลิต Patriot เป็นการตอบสนองโดยตรงต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียที่ต่อเนื่องใส่โครงสร้างพื้นฐานและเมืองของยูเครน
สถานการณ์ทางการทูต:
ความไม่แน่นอนสำคัญ: ยังไม่มีการประกาศหยุดยิงหรือกรอบการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่สิ้นสุดการประชุมสุดยอด สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงได้ โดยการสู้รบยังคงดำเนินต่อไปบนพื้นจริง และการทูตยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปลี่ยนท่าทีต่อยูเครนครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม 2026 หลังจากโทรศัพท์ 85 นาทีถึงปูตินในวันชาติสหรัฐฯ, ได้รับรายงานจาก CIA ที่หักล้างข้อกล่าวหารัสเซีย, และเข้าร่วมการประชุมสุดยอด NATO
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปลี่ยนท่าทีต่อยูเครนครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม 2026 หลังจากโทรศัพท์ 85 นาทีถึงปูตินในวันชาติสหรัฐฯ, ได้รับรายงานจาก CIA ที่หักล้างข้อกล่าวหารัสเซีย, และเข้าร่วมการประชุมสุดยอด NATO การโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์ ปูตินเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ฟื้นช่องทางการทูตโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ รัสเซียที่เคยถูกระงับ ทรัมป์แสดงความเชื่อว่าปูติน 'ต้องการยุติสงคราม' และเริ่มมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพ
ผู้อำนวยการ CIA จอห์น แรตคลิฟฟ์รายงานแก่ทรัมป์ว่าสหรัฐฯ ไม่พบหลักฐานว่ายูเครนพยายามโจมตีที่พักของปูติน ทำให้ทรัมป์กล่าวว่า 'ผมไม่เชื่อว่าเกิดการโจมตีนั้นขึ้น'