ในเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ในการประชุมเพื่อทบทวนคำสั่งด้านลิขสิทธิ์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งถูกระบุว่าเป็น 'เอกสารลับและเป็นความลับ' แต่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะในเวลาต่อมา Google ได้โต้แย้งอย่างหนักแน่นว่าการขยายมาตรการบล็อกเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ไปยังระบบ DNS resolver, ผู้ให้บริการ VPN และที่อยู่ IP นั้นไม่ได้ผล ไม่ได้สัดส่วนกับปัญหา และก่อให้เกิด 'ความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ'
การบล็อก DNS Resolver ไม่ได้ผลและเลี่ยงได้ง่าย Google อ้างว่าการบล็อกที่ระดับ DNS 'ไม่ได้ลบเนื้อหาออกไปเลย และผู้ใช้สามารถเลี่ยงได้ง่ายๆ โดยใช้ DNS resolver อื่น' พร้อมชี้ว่ามาตรการนี้เกินกว่าเหตุเพราะ 'ไปจับบริการที่ถูกกฎหมาย' และอาจก่อให้เกิดข้อกังวลเรื่องอำนาจนอกอาณาเขตได้
การบล็อก VPN ก็ไร้ประสิทธิภาพไม่แพ้กัน Google มองว่าการบังคับให้ผู้ให้บริการ VPN ต้องบล็อกการเข้าถึงเว็บเถื่อนเป็นเรื่องที่ไร้จุดหมาย เพราะผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไปใช้ผู้ให้บริการ VPN รายอื่นที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งได้ทันที
การบล็อกที่อยู่ IP เป็นเครื่องมือที่ทื่อและกว้างเกินไป Google ระบุว่าการบล็อก IP 'ไม่ได้ลบเนื้อหาออกไป และก็ไม่เกิดผลลัพธ์ที่ได้สัดส่วนเช่นกัน เพราะบริการที่ถูกกฎหมายจำนวนมากอาจใช้ IP แอดเดรสเดียวกัน' การใช้โฮสติ้งร่วมกันและโครงสร้างพื้นฐาน CDN ทำให้ IP แอดเดรสหนึ่งหมายเลขสามารถโฮสต์เว็บไซต์ที่ถูกกฎหมายนับพันแห่งปะปนกับเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้
การบล็อกควรเป็นมาตรการสุดท้าย ไม่ใช่คำตอบแรก Google ย้ำว่าคำสั่งศาลให้บล็อกควรใช้เมื่อกระบวนการลบเนื้อหาตามปกติ (takedown) ล้มเหลวเท่านั้น และศาลไม่ควรทำหน้าที่เป็น 'ตู้จดหมายของผู้ถือลิขสิทธิ์' ที่ดำเนินการตามคำขอแบบไม่ตรวจสอบ คำสั่งห้ามควรมีความโปร่งใส มีระยะเวลาจำกัด และมีค่าใช้จ่ายที่แบ่งสรรกัน
ทางออกที่แท้จริงคือทางเลือกที่ถูกกฎหมายที่ดีกว่า Google กล่าวว่าประสบการณ์ของบริษัทชี้ให้เห็นว่า 'ความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่ได้รับการตอบสนองคือตัวขับเคลื่อนหลักของการละเมิดลิขสิทธิ์' ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์คือการนำเสนอ 'ทางเลือกที่ถูกกฎหมายที่ดีกว่า สะดวกกว่า' มากกว่าการขยายมาตรการบังคับใช้
ระบบอัตโนมัติ 'Piracy Shield' ของอิตาลีเกิดข้อผิดพลาดบล็อก drive.user.google.com ซึ่งเป็นโดเมนย่อยที่ถูกต้องของ Google ที่ใช้สำหรับดาวน์โหลดไฟล์ หลังจากที่ผู้ถือลิขสิทธิ์รายงานโดยไม่มีการตรวจสอบที่ถูกต้อง การบล็อกดังกล่าวทำให้ Google Drive ไม่สามารถใช้งานได้ทั่วประเทศอิตาลีนานหลายชั่วโมง Cloudflare รายงานว่าการหยุดให้บริการกินเวลานานกว่า 12 ชั่วโมง ส่งผลให้นักศึกษาและผู้ประกอบอาชีพชาวอิตาลีนับพันคนไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ของตนได้
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Twente ยืนยันว่าเหตุการณ์เดียวกันนี้ยังไปบล็อก YouTube และเว็บไซต์ที่ถูกกฎหมายอื่นๆ อีกหลายร้อยแห่ง รวมถึงเว็บไซต์ขององค์กรการศึกษาและองค์กรการกุศลด้วย
Google ชี้ให้เห็นว่าระบบ Piracy Shield ได้บล็อก IP แอดเดรสของโครงสร้างพื้นฐาน CDN ของ Cloudflare ซึ่งส่งผลให้โดเมนลูกค้าที่ถูกกฎหมายมากกว่า 42 ล้านโดเมนที่โฮสต์อยู่ใน IP เหล่านั้นถูกบล็อกตามไปด้วย บล็อกโพสต์ของ Cloudflare อธิบายว่าระบบนี้ 'เป็นเครื่องมือทื่อๆ ที่ผู้ถือลิขสิทธิ์ใช้ควบคุมสิ่งที่เข้าถึงได้บนอินเทอร์เน็ต โดยไม่มีหลักประกันทางกฎหมายแบบดั้งเดิม' โดยกำหนดให้ ISP, VPN และ DNS resolver ต้องบล็อกโดเมนและ IP ที่ถูกรายงานภายใน 30 นาที
หลังจากศาลฝรั่งเศสมีคำสั่งให้บล็อก DNS resolver ต่อเว็บเถื่อน Cisco เลือกที่จะหยุดให้บริการ OpenDNS ในฝรั่งเศสทั้งหมด แทนที่จะปฏิบัติตามคำสั่งบล็อกของศาล นี่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ไม่คาดคิดประการหนึ่งของคำสั่งดังกล่าว นั่นคือ แทนที่จะช่วยบังคับใช้การบล็อก ผู้ให้บริการอาจเลือกที่จะถอนตัวออกจากตลาดไปเลย ซึ่งช่วยลดทางเลือกและความปลอดภัยของผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้ให้บริการ DNS ที่ได้รับทุนจากสหภาพยุโรปรายหนึ่งก็ถูกศาลฝรั่งเศสสั่งให้บล็อกเว็บเถื่อนเช่นกัน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าคนกลางบุคคลที่สามสามารถถูกเรียกให้รับผิดชอบได้
ในเดือนธันวาคม 2019 ISP ในโปรตุเกสได้บล็อก IP เสมือนที่โฮสต์โดย Google ภายใต้คำสั่งบล็อกเว็บไซต์ ซึ่งส่งผลให้ 'บริการหลักของ Google หยุดชะงัก และทำให้การจราจรที่ถูกต้องตามกฎหมายของลูกค้า Google Cloud รายอื่นที่ใช้ IP เสมือนร่วมกันต้องถูกตัดขาด'
ข้อเสนอของ Google ไม่ได้โดดเดี่ยว EuroISPA ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรตัวแทน ISP ในยุโรปมากกว่า 3,300 ราย ก็ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการยุโรปเช่นกัน โดยเรียกมาตรการบล็อกดังกล่าวว่า 'ไม่สมส่วน' และเรียกร้องให้ผู้ถือลิขสิทธิ์ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น สมาคม Computer & Communications Industry Association (CCIA) ซึ่งมี Google, Amazon และ Cloudflare เป็นสมาชิก ได้เขียนจดหมายถึงคณะกรรมาธิการเพื่อขอให้ประเมินความถูกต้องตามกฎหมายของ Piracy Shield ของอิตาลีภายใต้กฎหมายของสหภาพยุโรป
Google ยังตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทถูกสั่งให้บล็อกการเข้าถึงโดเมนเว็บเถื่อนผ่าน DNS resolver ของบริษัทในฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี และโปรตุเกส ซึ่งทำให้บริษัทมีประสบการณ์โดยตรงกับมาตรการเหล่านี้ นอกจากนี้ การศึกษาขนาดใหญ่ของ OONI เกี่ยวกับคำสั่งบล็อกของ LaLiga ในสเปนพบว่า มีโดเมนมากกว่า 554,000 โดเมนถูกบล็อกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง รวมถึงเว็บไซต์ของ Amnesty International, ACLU, UNICEF, UNHCR, วุฒิสภาออสเตรเลีย และ Stanford Law Review
นี่คือการต่อสู้ครั้งสำคัญ ขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังทบทวนคำสั่งด้านลิขสิทธิ์ พวกเขาต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประสิทธิภาพของการบล็อกเว็บไซต์ กับความเสี่ยงที่ได้รับการบันทึกไว้แล้วของการบล็อกเกินขอบเขตและความเสียหายที่เกิดกับบริการอินเทอร์เน็ตที่ถูกกฎหมาย
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ในเดือนกรกฎาคม 2026 Google ยื่นเอกสารต่อคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่าการขยายมาตรการบล็อกเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ไปยังระบบ DNS, ผู้ให้บริการ VPN และที่อยู่ IP นั้นไร้ประสิทธิภาพ สร้างความเสียหายเกินสัดส่วน เนื่องจากไม่สามา...
ในเดือนกรกฎาคม 2026 Google ยื่นเอกสารต่อคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่าการขยายมาตรการบล็อกเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ไปยังระบบ DNS, ผู้ให้บริการ VPN และที่อยู่ IP นั้นไร้ประสิทธิภาพ สร้างความเสียหายเกินสัดส่วน เนื่องจากไม่สามา... ข้อโต้แย้งของ Google: การบล็อกที่ระดับ DNS, VPN หรือ IP ไม่สามารถลบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการเพื่อเลี่ยงการบล็อกได้ทันที และที่สำคัญที่สุดคือการบล็อกระดับ...
เคสจริงที่ Google ยกมาเป็นหลักฐาน: ระบบ Piracy Shield ของอิตาลีบล็อก Google Drive ผิดพลาดทั้งประเทศนานหลายชั่วโมง, บล็อก IP ของ Cloudflare ส่งผลให้เว็บไซต์ลูกค้าที่ถูกกฎหมายกว่า 42 ล้านโดเมนถูกบล็อก, คำสั่งศาลฝรั่งเศส...