บิรอลปฏิเสธอย่างชัดเจนถึงความเป็นไปได้ในการกลับไปใช้ก๊าซจากรัสเซีย ในการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 เดียวกัน เขา "ได้ตัดทิ้งสมมติฐานในการกลับไปใช้ก๊าซรัสเซีย" และเน้นย้ำว่าการพึ่งพาพลังงานจากมอสโกในระยะยาวของ EU นั้นเป็นต้นตอของราคาค่าไฟฟ้าที่สูงในปัจจุบัน สำนักข่าว Euronews ฉบับภาษาฝรั่งเศสอ้างคำพูดของเขาที่ว่าการกลับไปใช้ก๊าซรัสเซียจะเป็นความผิดพลาดร้ายแรง และการที่ EU ห้ามนำเข้าก๊าซรัสเซียอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2027 เป็นการส่งสัญญาณว่ายุโรปต้องไม่หวนกลับไปใช้เส้นทางเดิม
ในการให้สัมภาษณ์แยกต่างหากเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 เขาเตือนว่าการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรพลังงานต่อรัสเซียจะเป็น "ความผิดพลาดครั้งใหญ่"
บิรอลและ IEA ได้ชี้ให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าราคาไฟฟ้าในหลายประเทศ EU นั้นยังคงแพงกว่าแก๊สธรรมชาติถึง 2-3 เท่าต่อหน่วย ซึ่งทำลายแรงจูงใจของครัวเรือนและธุรกิจในการเปลี่ยนไปใช้ฮีทปั๊ม รถยนต์ไฟฟ้า หรือกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้า บทวิเคราะห์ของ Euronews เกี่ยวกับกลยุทธ์การใช้ไฟฟ้าของ EU (9 กรกฎาคม 2026) ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า "ไฟฟ้ายังคงมีราคาแพงกว่าแก๊สธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญในประเทศ EU ส่วนใหญ่" และช่องว่างของราคานี้ ประกอบกับต้นทุนเริ่มต้นที่สูง กำลังเป็นอุปสรรคต่อการปรับเปลี่ยน
งานวิจัยในวงกว้างของ IEA แสดงให้เห็นว่าจนกว่าราคาไฟฟ้าจะแยกตัวออกจากความผันผวนของราคาก๊าซ ช่องว่างด้านความสามารถในการแข่งขันก็จะยังคงอยู่ สำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรป (European Environment Agency) ยืนยันว่าราคาก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนราคาค่าไฟฟ้าขายส่งทั่วทั้ง EU
ในการสัมภาษณ์หลายครั้ง บิรอลได้กำหนดให้ช่วงเวลาปัจจุบันเป็นหน้าต่างที่สำคัญ เขาเรียกวิกฤตพลังงานที่เกิดจากการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซว่า "ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลกในประวัติศาสตร์" และบอกกับ Euronews ในการประชุมดาวอส (มกราคม 2026) ว่า "การทำให้ทุกอย่างเป็นไฟฟ้า" เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของยุโรป
เขาโต้แย้งว่าเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมของภูมิภาคนี้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานไฟฟ้าสะอาด และการรอคอยจะยิ่งทำให้การพึ่งพาเพิ่มมากขึ้นและต้นทุนสูงขึ้น
แยกจากบิรอล มูรัต คูรุม รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมตุรกีและว่าที่ประธาน COP31 ได้เสนอเป้าหมายระดับโลกใหม่สำหรับการใช้ไฟฟ้า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 ในการประชุมสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ณ กรุงบอนน์ คูรุมประกาศเป้าหมายโดยสมัครใจให้ไฟฟ้าตอบสนอง 35% ของความต้องการพลังงานขั้นสุดท้ายของโลกภายในปี 2035 เป้าหมายนี้ไม่มีผลผูกพันและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อความเจรจาอย่างเป็นทางการของ COP แต่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความทะเยอทะยานในระดับนานาชาติ คูรุมกล่าวว่าการใช้ไฟฟ้าเป็น "พรมแดนที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลง" และตั้งข้อสังเกตว่าในปัจจุบันไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 20% ของการบริโภคพลังงานขั้นสุดท้ายทั่วโลก
สำนักข่าว Reuters รายงานว่าข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายรัฐบาล ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะช็อกด้านความมั่นคงด้านพลังงานจากความขัดแย้งในอิหร่าน
ข้อกล่าวอ้างทั้งหมดมีที่มาจากการสัมภาษณ์ของ Euronews กับบิรอล (กรกฎาคมและพฤษภาคม 2026), Reuters, UNFCCC, ข้อมูลจาก Eurelectric และสำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรป (European Environment Agency) ไม่พบหลักฐานที่ขัดแย้งในผลการค้นหา