ก่อนที่ NVDB จะออกมาเตือนเสียอีก นักวิจัยด้านความปลอดภัยทั่วโลกได้เปิดโปงว่า Claude Code ได้ใช้เทคนิคซ่อนเร้นข้อมูลที่เรียกว่า Steganography โดยการฝัง "เครื่องหมายติดตาม" (Steganographic Markers) ลึกลับลงใน System Prompt หรือคำสั่งตั้งต้นที่ใช้ในการป้อนข้อมูลให้โมเดล AI
เทคนิคการจัดการวันที่ (Date-String Manipulation): Claude Code จะทำการเปลี่ยนแปลงชุดข้อความวันที่ใน System Prompt อย่างเงียบๆ โดยสลับรูปแบบของเครื่องหมายอะพอสทรอฟี (Apostrophe) ในคำว่า "Today's" ระหว่างแบบโค้ง (Curly) กับแบบตรง (Straight) และสลับเครื่องหมายคั่นวันที่จากขีดกลาง (Dash) เป็นเครื่องหมายทับ (Slash) การเปลี่ยนแปลงของอักขระ Unicode ที่แทบจะมองไม่เห็นเหล่านี้เองที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายติดตาม
การระบุตำแหน่งและพร็อกซี (Proxy and Location Fingerprinting): เมื่อใดก็ตามที่ตัวแปรสภาพแวดล้อม ANTHROPIC_BASE_URL ถูกตั้งค่าไปยังปลายทาง (Endpoint) ที่ไม่ใช่ของ Anthropic เอง (เช่น การเชื่อมต่อผ่าน Proxy ของบริษัทคู่แข่ง) ตัวเครื่องมือจะเข้ารหัสชื่อโฮสต์ของพร็อกซีนั้น โดยเทียบกับรายชื่อคู่แข่งที่ถูกซ่อนไว้ผ่านการเข้ารหัส XOR โดยเครื่องหมายที่ซ่อนอยู่เหล่านี้จะทำหน้าที่ตรวจสอบว่าการรับส่งข้อมูล (Traffic) นั้นถูกส่งผ่านห้องแล็บ AI ของจีน, ตัวแทนจำหน่าย (Proxy Resellers) หรือมีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังจีนหรือไม่
การตรวจจับผู้ใช้ชาวจีน (Chinese User Detection): ในเวอร์ชัน 2.1.91 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2026 มีการเปิดโปงโดยผู้ใช้ Reddit ที่ใช้ชื่อว่า LegitMichel777 ว่ามีการฝังตรรกะการตรวจจับผู้ใช้ชาวจีนเอาไว้อย่างลับๆ โดยใช้ระบบ Steganography เทคนิคนี้ใช้การสลับอะพอสทรอฟีและรูปแบบวันที่เพื่อเข้ารหัสข้อมูลตำแหน่งโดยผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถมองเห็นได้
ขอบเขตและระยะเวลา: โค้ดระบุตัวตนนี้มีอยู่โดยไม่เปิดเผยใน Claude Code มากว่า 90 เวอร์ชัน ซึ่งกินระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน ก่อนที่จะถูกเปิดโปงต่อสาธารณะในวันที่ 30 มิถุนายน 2026
The Washington Post รายงานว่าเป้าหมายที่แท้จริงของ Anthropic คือ "การเปิดโปงคู่แข่งชาวจีนที่บริษัทสงสัยว่ากำลังขโมยเทคโนโลยีของตนเพื่อพัฒนาเครื่องมือ AI ของตัวเองให้ชาญฉลาดขึ้น" ซึ่งหมายถึงการตรวจจับการทำ Model Distillation หรือการใช้งาน API โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทจีน
Anthropic มีการตอบสนองต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นสองระยะ:
1. ปฏิกิริยาต่อเรื่อง Steganography (ต้นเดือนกรกฎาคม 2026): หลังการเปิดโปงในวันที่ 30 มิถุนายน Anthropic ยอมรับและยืนยันว่ากำลังดำเนินการลบโค้ด Steganography ที่ซ่อนเร้นนี้ และยกเลิกฟีเจอร์การติดตามดังกล่าว บริษัทอธิบายว่านี่เป็นเพียง "การทดลองป้องกันการละเมิด" (anti-abuse experiment) ที่มีจุดประสงค์เพื่อตรวจจับการใช้งาน API โดยไม่ได้รับอนุญาตและการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญาจากคู่แข่งชาวจีน
โดยเน้นย้ำว่าการติดตามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อสอดแนมผู้ใช้ทั่วไป แต่เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา
2. ปฏิกิริยาต่อคำเตือน Backdoor จาก NVDB (8-9 กรกฎาคม 2026): เพื่อตอบโต้คำเตือนด้านความปลอดภัยอย่างเป็นทางการจากจีน Anthropic ได้ออกมาตอบกลับอย่างหนักแน่น โดยระบุว่า ผู้ใช้ในจีนไม่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ Claude Code ตั้งแต่แรก และการเข้าถึงเครื่องมือดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อกำหนดในการให้บริการของบริษัท โดยนัยแล้ว Anthropic กำลังโต้แย้งว่า "ช่องโหว่" ที่จีนกล่าวหานั้น แท้จริงแล้วเป็นมาตรการตอบโต้ผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งไม่ควรมีสิทธิ์เข้าถึงซอฟต์แวร์นี้ตั้งแต่แรก
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของข้อบกพร่องทางเทคนิค แต่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีนในอุตสาหกรรม AI
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ Alibaba ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยียุคใหม่ของจีน ได้ออกคำสั่งห้ามพนักงานใช้งาน Claude Code ทั่วทั้งองค์กรเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 โดยให้เหตุผลว่ามีโค้ดติดตามที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน การตัดสินใจนี้ถือเป็นการตอบสนองขององค์กรเอกชนครั้งใหญ่ ที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นในซัพพลายเชนของซอฟต์แวร์ AI
โดยสรุปแล้ว NVDB จีนมองเห็น "ช่องโหว่แบ็คดอร์" ในขณะที่ Anthropic มองเห็น "การทดลองป้องกันการละเมิด" แต่สำหรับผู้ใช้และนักพัฒนาทั่วโลก การกระทำของ Anthropic กลับถูกมองว่าเป็นการละเมิดความไว้วางใจและสิทธิความเป็นส่วนตัวอย่างร้ายแรง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของความร่วมมือด้านเทคโนโลยี AI ระหว่างประเทศ