1. การพังทลายของข้อตกลงหยุดยิงช่องแคบฮอร์มุซ และการปิดเส้นทางโดยพฤตินัย ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งก่อนหน้านี้มีน้ำมันเกือบ 20% ของโลกไหลผ่าน ถูกปิดกั้นการเดินเรือโดยพฤตินัยนับตั้งแต่เกิดปฏิบัติการทางทหารเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว ทำให้ไม่สามารถเปิดเส้นทางให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านได้อีก IEA เตือนว่าแม้การเดินเรือจะเริ่มกลับมาได้อีกครั้ง แต่กำลังการผลิตจะต้องใช้เวลาหลายเดือนในการฟื้นตัว
การปิดเส้นทางนี้ก่อให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานครั้งใหญ่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Dated Brent) พุ่งสูงถึง 144 ดอลลาร์/บาร์เรล
2. การทำลายอุปสงค์ (Demand Destruction) จากราคาที่สูงและปัญหาการขาดแคลน เมื่อช่องแคบปิด การเข้าถึงน้ำมันก็หายไป ทำให้ราคาขายปลีกเชื้อเพลิงพุ่งสูงถึงระดับที่บั่นทอนการบริโภค IEA ระบุว่าการทำลายอุปสงค์ได้ลามไป "เกินกว่าภาคส่วนและภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักในช่วงแรกของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน" โดยราคาที่สูงขึ้นและ "ภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่เลวร้ายลง" ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
3. การล่มสลายของอุปทานโลก IEA ประมาณการว่าผลผลิตน้ำมันโลกจะลดลงถึง 3.9 mb/d ในปี 2026 อันเป็นผลจากความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยอุปทานจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 102.4 mb/d ซึ่งต่ำกว่าอุปสงค์ที่คาดการณ์ไว้ที่ 103.3 mb/d ส่งผลให้ตลาดขาดแคลนน้ำมันเกือบตลอดทั้งปี
4. ความต้องการในเอเชียลดลงอย่างหนัก การทำลายอุปสงค์กระจุกตัวในเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากที่สุด โดยในไตรมาส 2 การส่งมอบในภูมิภาคนี้ลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบเป็นรายปี
EIA และ IEA ลงเอยด้วยตัวเลขที่ใกล้เคียงกันในช่วงกลางปี 2026 ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดที่แตกต่างกันมาก
รายงาน STEO เดือนกรกฎาคม 2026 ของ EIA: EIA คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันโลกจะ ลดลง 1.1 mb/d ตลอดทั้งปี 2026 เมื่อเทียบกับ 104.0 mb/d ในปี 2025 โดยแถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมระบุว่า "ความต้องการน้ำมันโลกในปี 2026 ลดลง 1.1 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2027"
ความแตกต่างก่อนหน้านี้: ในเดือนพฤษภาคม 2026 EIA เคยคาดการณ์ไว้เพียงว่าความต้องการจะลดลงประมาณ 420,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในตอนแรก EIA มองโลกในแง่ดีน้อยกว่าที่ IEA คาดการณ์เกี่ยวกับขนาดของการทำลายอุปสงค์ แต่เมื่อถึงเดือนมิถุนายน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงยืดเยื้อและข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลว EIA ก็ปรับลดตัวเลขลงอย่างรุนแรง และสุดท้ายก็ลงเอยที่การหดตัว 1.1 mb/d เช่นเดียวกับ IEA
มุมมองราคาที่แตกต่างกัน: แม้ทั้งสองหน่วยงานจะคาดการณ์ว่าอุปสงค์ลดลงเท่ากัน แต่มุมมองเกี่ยวกับราคาของพวกเขากลับแตกต่างกัน IEA คาดว่าตลาดจะยังคงขาดแคลนไปจนถึงสิ้นปี 2026 ในขณะที่ EIA คาดการณ์ว่าการผลิตปิโตรเลียมและของเหลวอื่นๆ จะยังคง มากกว่าอุปสงค์โลก ส่งผลให้ราคาเบรนต์ลดลง จาก 69 ดอลลาร์/บาร์เรลในปี 2025 เป็น 58 ดอลลาร์/บาร์เรลในปี 2026 และ 53 ดอลลาร์/บาร์เรลในปี 2027
สรุป: ทั้ง IEA และ EIA ต่างคาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันโลกในปี 2026 จะลดลง 1.1 mb/d ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2020 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ความล้มเหลวของข้อตกลงหยุดยิง และภาวะช็อกจากราคาและการหยุดชะงักของอุปทานที่บีบให้เกิดการทำลายอุปสงค์ในวงกว้าง