ก่อนหน้านั้น Morgan Stanley ปรับมุมมองต่อหุ้นกลาโหมยุโรปในเดือนมิถุนายน 2026 จาก “เพิ่มน้ำหนักการลงทุน” เป็น “น้ำหนักเท่าตลาด” โดยให้เหตุผลว่ากลุ่มนี้ขาดปัจจัยกระตุ้นในระยะใกล้ โมเมนตัมของปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอลง และการเจรจาหยุดยิงระหว่างรัสเซียกับยูเครนอาจลดความน่าสนใจของธีมการลงทุนดังกล่าว
กรณีของ Rheinmetall แสดงให้เห็นชัดที่สุดว่าคำสั่งซื้อจำนวนมากไม่ได้หมายความว่ารายได้จะเกิดขึ้นทันที บริษัทมีงานในมือคงค้างทำสถิติที่ 63,000 ล้านยูโร แต่การรับคำสั่งซื้อใหม่ หรือ “nomination” ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ลดลง 11% จากปีก่อน เหลือ 14,000 ล้านยูโร
ในช่วงเดียวกัน บริษัทประกาศกำไรจากการดำเนินงานครึ่งปีแรกที่ 475 ล้านยูโร ต่ำกว่าค่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงระหว่างวันสูงสุด 7.2%
อาร์มิน ปัปเปอร์เกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Rheinmetall ยังคงเชื่อว่าสมาชิก NATO จะ “เพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมอย่างรวดเร็ว” แต่ตลาดกำลังจับตาช่องว่างระหว่างความคาดหวังดังกล่าวกับตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง
อีกปัจจัยคือความล่าช้าด้านการเมืองและงบประมาณในเยอรมนี การอนุมัติงบประมาณรัฐบาลกลางที่ล่าช้าหลังการเปลี่ยนรัฐบาล ประกอบกับช่วงเวลาของการประชุม NATO ทำให้คำสั่งซื้อใหม่หลายรายการถูกเลื่อนไปยังช่วงครึ่งหลังของปี
แรงกดดันด้านมูลค่าหุ้นยังเพิ่มขึ้นเมื่อ JPMorgan ปรับคำแนะนำ Rheinmetall เป็น “เป็นกลาง” ในเดือนพฤษภาคม 2026 พร้อมลดราคาเป้าหมายเกือบ 30% และยุติคำแนะนำเพิ่มน้ำหนักที่ดำเนินมานานเกือบ 4 ปี
ณ ปลายเดือนมิถุนายน 2026 หุ้น Rheinmetall อยู่ที่ 940.60 ยูโร ลดลง 41.3% จากต้นปี และสูงกว่าจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์เพียง 4.2% อีกทั้งต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนกันยายน 2025 ราว 53%
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 KNDS ผู้ผลิตรถถังสัญชาติเยอรมัน-ฝรั่งเศส ประกาศพักแผนเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ซึ่งเดิมคาดว่าจะเป็นหนึ่งในการเข้าตลาดหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดของยุโรปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทให้เหตุผลถึง “ความผันผวนในภาคกลาโหมยุโรป” และภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย
KNDS ซึ่งผลิตระบบรถถัง Leopard 2 และ Leclerc ปิดปี 2025 ด้วยงานในมือ 33,100 ล้านยูโร และระบุว่าจะกลับมาเดินหน้าเมื่อ “สภาวะตลาดเอื้ออำนวยมากขึ้น”
การเลื่อน IPO ไม่ได้แปลว่าพื้นฐานธุรกิจหายไป แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดทุนยังไม่พร้อมให้มูลค่ากับเรื่องราวการเพิ่มกำลังการผลิตของยุโรปในราคาที่บริษัทและผู้ถือหุ้นต้องการ แหล่งข่าว Reuters ระบุว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนความกังวลมากขึ้นว่าอุตสาหกรรมกลาโหมจะสามารถรองรับแผนเร่งเสริมกำลังของยุโรปได้เร็วเพียงใด ขณะที่หุ้นบริษัทคู่แข่งอย่าง Rheinmetall ก็ถูกกดดันอย่างหนัก
รัฐบาลเยอรมนีกล่าวว่าเคารพการตัดสินใจพัก IPO และยังคาดว่า KNDS จะพิจารณาการเข้าตลาดอีกครั้งในอนาคต แต่จังหวะเวลาของการเลื่อนครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนเสื่อมลงมากเพียงใด
Rheinmetall และ KNDS มีงานในมือรวมกันสูงถึง 63,000 ล้านยูโรและ 33,100 ล้านยูโรตามลำดับ แต่รายได้และกำไรยังเปลี่ยนจากงานเหล่านั้นได้ช้ากว่าที่ตลาดคาดไว้ ทั้งจากความล่าช้าในการจัดซื้อของภาครัฐและข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต
สำหรับบริษัทกลาโหม คำสั่งซื้อไม่ใช่รายได้ทันที การอนุมัติงบประมาณ การลงนามสัญญา การผลิต และการส่งมอบต้องเกิดขึ้นตามลำดับ หากขั้นตอนใดล่าช้า ผลกระทบจะสะท้อนในงบการเงินช้ากว่าข่าวประกาศทางการเมืองหลายไตรมาส
NATO ให้คำมั่นเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม แต่ตลาดต้องการเห็นตัวเลขในงบกำไรขาดทุน ไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงนโยบาย นักลงทุนจึงตั้งคำถามว่าการเพิ่มงบจะกลายเป็นคำสั่งซื้อที่มีผลผูกพัน และจะรับรู้เป็นรายได้ในกรอบเวลาที่รองรับมูลค่าหุ้นระดับสูงได้หรือไม่
Citi เคยเตือนว่าเป้าหมายการใช้จ่ายกลาโหมของ NATO ที่ 5% ของ GDP อาจเป็น “จุดสูงสุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้” สำหรับบริษัทบางแห่ง โดยมองว่ามีโอกาสน้อยที่เป้าหมายจะถูกยกระดับเพิ่มเติม และยังมีความเสี่ยงด้านลบ
หลังจากธนาคารรายใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลาโหมยุโรปมาหลายปี การปรับลดคำแนะนำของ Morgan Stanley และ JPMorgan สะท้อนว่าตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับราคาที่จ่ายไปและผลประกอบการที่ทำได้จริงมากขึ้น
เมื่อบริษัทประกาศตัวเลขที่ต่ำกว่าคาด แม้จะมีงานในมือจำนวนมาก นักลงทุนก็อาจมองว่าการเติบโตในอนาคตถูกสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปแล้ว ความผิดหวังเพียงเล็กน้อยจึงทำให้เกิดแรงขายรุนแรงได้
การพัก IPO ของ KNDS ซึ่งมีมูลค่าที่คาดหมายมากกว่า 12,000 ล้านยูโร แสดงให้เห็นว่าแม้บริษัทจะมีฐานะทางธุรกิจและงานในมือแข็งแกร่ง ก็ยังไม่สามารถดึงดูดตลาดสาธารณะได้ หากนักลงทุนยังไม่เชื่อมั่นในกำหนดเวลาการส่งมอบและการเปลี่ยนงานในมือเป็นกำไร
แรงเทขายหลังการประชุม NATO เดือนกรกฎาคม 2026 ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนเชื่อว่ายุโรปจะหยุดเพิ่มงบกลาโหม แต่หมายความว่าตลาดไม่เชื่อว่าการเพิ่มงบจะไหลเข้าสู่ผลประกอบการได้เร็วพอ
ตัวเลขงานในมือระดับสถิติและเป้าหมายการใช้จ่ายหลายล้านล้านยูโรยังเป็นปัจจัยบวกในระยะยาว แต่ในระยะสั้น บริษัทต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสามารถผลิต ส่งมอบ และรับรู้รายได้ตามแผน หาก Rheinmetall และบริษัทอื่น ๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้ ส่วนต่างมูลค่าหุ้นที่เคยได้รับจากเรื่องราวการกลับมาเสริมกำลังของยุโรปก็จะยังถูกกดดันต่อไป
ก่อนหน้านั้น Morgan Stanley ปรับมุมมองต่อหุ้นกลาโหมยุโรปในเดือนมิถุนายน 2026 จาก “เพิ่มน้ำหนักการลงทุน” เป็น “น้ำหนักเท่าตลาด” โดยให้เหตุผลว่ากลุ่มนี้ขาดปัจจัยกระตุ้นในระยะใกล้ โมเมนตัมของปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอลง และการเจรจาหยุดยิงระหว่างรัสเซียกับยูเครนอาจลดความน่าสนใจของธีมการลงทุนดังกล่าว
กรณีของ Rheinmetall แสดงให้เห็นชัดที่สุดว่าคำสั่งซื้อจำนวนมากไม่ได้หมายความว่ารายได้จะเกิดขึ้นทันที บริษัทมีงานในมือคงค้างทำสถิติที่ 63,000 ล้านยูโร แต่การรับคำสั่งซื้อใหม่ หรือ “nomination” ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ลดลง 11% จากปีก่อน เหลือ 14,000 ล้านยูโร
ในช่วงเดียวกัน บริษัทประกาศกำไรจากการดำเนินงานครึ่งปีแรกที่ 475 ล้านยูโร ต่ำกว่าค่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงระหว่างวันสูงสุด 7.2%
อาร์มิน ปัปเปอร์เกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Rheinmetall ยังคงเชื่อว่าสมาชิก NATO จะ “เพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมอย่างรวดเร็ว” แต่ตลาดกำลังจับตาช่องว่างระหว่างความคาดหวังดังกล่าวกับตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง
อีกปัจจัยคือความล่าช้าด้านการเมืองและงบประมาณในเยอรมนี การอนุมัติงบประมาณรัฐบาลกลางที่ล่าช้าหลังการเปลี่ยนรัฐบาล ประกอบกับช่วงเวลาของการประชุม NATO ทำให้คำสั่งซื้อใหม่หลายรายการถูกเลื่อนไปยังช่วงครึ่งหลังของปี
แรงกดดันด้านมูลค่าหุ้นยังเพิ่มขึ้นเมื่อ JPMorgan ปรับคำแนะนำ Rheinmetall เป็น “เป็นกลาง” ในเดือนพฤษภาคม 2026 พร้อมลดราคาเป้าหมายเกือบ 30% และยุติคำแนะนำเพิ่มน้ำหนักที่ดำเนินมานานเกือบ 4 ปี
ณ ปลายเดือนมิถุนายน 2026 หุ้น Rheinmetall อยู่ที่ 940.60 ยูโร ลดลง 41.3% จากต้นปี และสูงกว่าจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์เพียง 4.2% อีกทั้งต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนกันยายน 2025 ราว 53%
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 KNDS ผู้ผลิตรถถังสัญชาติเยอรมัน-ฝรั่งเศส ประกาศพักแผนเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ซึ่งเดิมคาดว่าจะเป็นหนึ่งในการเข้าตลาดหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดของยุโรปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทให้เหตุผลถึง “ความผันผวนในภาคกลาโหมยุโรป” และภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย
KNDS ซึ่งผลิตระบบรถถัง Leopard 2 และ Leclerc ปิดปี 2025 ด้วยงานในมือ 33,100 ล้านยูโร และระบุว่าจะกลับมาเดินหน้าเมื่อ “สภาวะตลาดเอื้ออำนวยมากขึ้น”
การเลื่อน IPO ไม่ได้แปลว่าพื้นฐานธุรกิจหายไป แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดทุนยังไม่พร้อมให้มูลค่ากับเรื่องราวการเพิ่มกำลังการผลิตของยุโรปในราคาที่บริษัทและผู้ถือหุ้นต้องการ แหล่งข่าว Reuters ระบุว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนความกังวลมากขึ้นว่าอุตสาหกรรมกลาโหมจะสามารถรองรับแผนเร่งเสริมกำลังของยุโรปได้เร็วเพียงใด ขณะที่หุ้นบริษัทคู่แข่งอย่าง Rheinmetall ก็ถูกกดดันอย่างหนัก
รัฐบาลเยอรมนีกล่าวว่าเคารพการตัดสินใจพัก IPO และยังคาดว่า KNDS จะพิจารณาการเข้าตลาดอีกครั้งในอนาคต แต่จังหวะเวลาของการเลื่อนครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนเสื่อมลงมากเพียงใด
Rheinmetall และ KNDS มีงานในมือรวมกันสูงถึง 63,000 ล้านยูโรและ 33,100 ล้านยูโรตามลำดับ แต่รายได้และกำไรยังเปลี่ยนจากงานเหล่านั้นได้ช้ากว่าที่ตลาดคาดไว้ ทั้งจากความล่าช้าในการจัดซื้อของภาครัฐและข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต
สำหรับบริษัทกลาโหม คำสั่งซื้อไม่ใช่รายได้ทันที การอนุมัติงบประมาณ การลงนามสัญญา การผลิต และการส่งมอบต้องเกิดขึ้นตามลำดับ หากขั้นตอนใดล่าช้า ผลกระทบจะสะท้อนในงบการเงินช้ากว่าข่าวประกาศทางการเมืองหลายไตรมาส
NATO ให้คำมั่นเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม แต่ตลาดต้องการเห็นตัวเลขในงบกำไรขาดทุน ไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงนโยบาย นักลงทุนจึงตั้งคำถามว่าการเพิ่มงบจะกลายเป็นคำสั่งซื้อที่มีผลผูกพัน และจะรับรู้เป็นรายได้ในกรอบเวลาที่รองรับมูลค่าหุ้นระดับสูงได้หรือไม่
Citi เคยเตือนว่าเป้าหมายการใช้จ่ายกลาโหมของ NATO ที่ 5% ของ GDP อาจเป็น “จุดสูงสุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้” สำหรับบริษัทบางแห่ง โดยมองว่ามีโอกาสน้อยที่เป้าหมายจะถูกยกระดับเพิ่มเติม และยังมีความเสี่ยงด้านลบ
หลังจากธนาคารรายใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลาโหมยุโรปมาหลายปี การปรับลดคำแนะนำของ Morgan Stanley และ JPMorgan สะท้อนว่าตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับราคาที่จ่ายไปและผลประกอบการที่ทำได้จริงมากขึ้น
เมื่อบริษัทประกาศตัวเลขที่ต่ำกว่าคาด แม้จะมีงานในมือจำนวนมาก นักลงทุนก็อาจมองว่าการเติบโตในอนาคตถูกสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปแล้ว ความผิดหวังเพียงเล็กน้อยจึงทำให้เกิดแรงขายรุนแรงได้
การพัก IPO ของ KNDS ซึ่งมีมูลค่าที่คาดหมายมากกว่า 12,000 ล้านยูโร แสดงให้เห็นว่าแม้บริษัทจะมีฐานะทางธุรกิจและงานในมือแข็งแกร่ง ก็ยังไม่สามารถดึงดูดตลาดสาธารณะได้ หากนักลงทุนยังไม่เชื่อมั่นในกำหนดเวลาการส่งมอบและการเปลี่ยนงานในมือเป็นกำไร
แรงเทขายหลังการประชุม NATO เดือนกรกฎาคม 2026 ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนเชื่อว่ายุโรปจะหยุดเพิ่มงบกลาโหม แต่หมายความว่าตลาดไม่เชื่อว่าการเพิ่มงบจะไหลเข้าสู่ผลประกอบการได้เร็วพอ
ตัวเลขงานในมือระดับสถิติและเป้าหมายการใช้จ่ายหลายล้านล้านยูโรยังเป็นปัจจัยบวกในระยะยาว แต่ในระยะสั้น บริษัทต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสามารถผลิต ส่งมอบ และรับรู้รายได้ตามแผน หาก Rheinmetall และบริษัทอื่น ๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้ ส่วนต่างมูลค่าหุ้นที่เคยได้รับจากเรื่องราวการกลับมาเสริมกำลังของยุโรปก็จะยังถูกกดดันต่อไป