แถลงการณ์เตือนว่าสงครามกำลังสร้างความตึงเครียดต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ทำให้น้ำมันดิบสำรองของโลกลดลงในอัตราที่เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ และมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงในช่วงฤดูร้อนที่มีความต้องการสูงสุด หากการขนส่งปกติยังไม่กลับมาดำเนินการอีกครั้ง รายงานของรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 ระบุว่าโลกสามารถดูดซับการสูญเสียน้ำมันดิบมากกว่าหนึ่งพันล้านบาร์เรลได้อย่างน่าประหลาดใจ แต่คลังสำรองที่ลดลงจะต้องถูกเติมเต็ม ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการพุ่งขึ้นของราคาในอนาคต
ราคาเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังสร้างความเสี่ยงอย่างเฉียบพลันต่อประเทศที่เปราะบาง คุกคามความมั่นคงทางอาหารและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศที่ยากจนที่สุดและพึ่งพาการนำเข้ามากที่สุด ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากหลายประเทศกำลังเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก สงครามส่งผลกระทบต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ประเทศรายได้น้อย และประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าพื้นฐานอย่างไม่สมส่วน
กลุ่มประสานงานนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2026 เมื่อหัวหน้า IEA, IMF และกลุ่มธนาคารโลกตกลงที่จะเพิ่มการตอบสนองของสถาบันต่อผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกกลาง ต่อมา WTO ได้เข้าร่วมด้วย กลุ่มได้ออกแถลงการณ์ร่วมอย่างน้อย 3 ครั้ง:
แถลงการณ์วันที่ 8 กรกฎาคมต้องทำความเข้าใจภายใต้บริบทของการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดคอขวดที่สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันโลก ถูกอิหร่านควบคุมการเดินเรืออย่างมีประสิทธิภาพเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดหนึ่งในการขาดแคลนอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงานโลก แม้ว่าโลกจะสามารถดูดซับการสูญเสียน้ำมันมากกว่าหนึ่งพันล้านบาร์เรลได้อย่างน่าประหลาดใจตามรายงานของรอยเตอร์ส แต่การลดลงของปริมาณสำรองสำรองหมายความว่าราคาที่พุ่งสูงขึ้นในอนาคตยังคงเป็นความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้น
แถลงการณ์ร่วมนี้ตอกย้ำความกังวลที่เพิ่มขึ้นของประชาคมระหว่างประเทศว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามนั้นไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งสี่สถาบันเรียกร้องให้มีความคืบหน้าเพิ่มเติมในการแก้ไขความขัดแย้งและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ลักษณะที่ไม่สมมาตรของแรงกระแทกหมายความว่าแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงยืดหยุ่นในภาพรวม แต่ประเทศที่ยากจนที่สุด—ซึ่งต้องเผชิญกับหนี้สินสูงและอัตราเงินเฟ้ออยู่แล้ว—อาจเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านอาหารและพลังงานที่รุนแรง หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติอย่างตรงจุด