เกิดอะไรขึ้น? ทำไมกำไรระดับ 'สวรรค์' ถึงทำให้หุ้นตก? มาวิเคราะห์กัน
กำไรเบื้องต้นไตรมาส 2 ที่ 89.4 ล้านล้านวอนของซัมซุงนั้นสูงกว่าความคาดหมายเฉลี่ยของนักวิเคราะห์จาก LSEG SmartEstimate ที่ 87.3 ล้านล้านวอน แต่... มันสูงไม่พอ! ตลาดและนักลงทุนต่างตั้งความหวังไว้สูงลิบเกินกว่าที่จะเป็นจริงได้ ทำให้ตัวเลขที่ออกมาจึงดู 'ธรรมดา' ไปเมื่อเทียบกับความคาดหวังที่ถูก 'คิดราคา' (price-in) ไปก่อนหน้าแล้ว
ยูอันต้า ซีเคียวริตีส์ (Yuanta Securities) อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น "เซอร์ไพรส์ที่อ่อนแรงลง" (weaker surprise) ขณะที่ ชินฮัน อินเวสท์เมนท์ แอนด์ ซีเคียวริตีส์ (Shinhan Investment & Securities) เปรียบเทียบกับกรณีของ ไมครอน (Micron) ที่รายงานกำไรดีเกินคาดแต่หุ้นกลับร่วงเช่นกัน เพราะยังสู้ 'ความคาดหวัง' ที่สูงเกินไปของตลาดไม่ไหว
สรุปคือ "Beat" แต่ดันไปสู้ "Whisper" ไม่ได้
การเทขายครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากกำไรไม่ดี แต่เกิดจากทัศนคติของตลาดที่มองไปยังข้างหน้าและเห็นว่า 'จุดสูงสุด' กำลังจะมา รายงานจำนวนมากชี้ว่านักลงทุนกังวลว่าการเติบโตจาก AI ที่ผลักดันราคาชิปความจำสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาจจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว และการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานอาจไม่สามารถรักษาจังหวะการเติบโตที่รวดเร็วนี้ไว้ได้อีกต่อไป
ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลงถึง 4.91% ในวันนั้น เนื่องจากแรงขายทำกำไรถล่มทลายทั้งกลุ่ม นักวิเคราะห์จาก CNBC สรุปอารมณ์ของตลาดได้อย่างชัดเจนว่า "หุ้นซัมซุงถูกถ่วงด้วยความกังวลที่ว่าการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI จะไม่สามารถเติบโตต่อไปในอัตราเดียวกับที่ผลักดันราคาชิปความจำได้"
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ส่งรายงานถึงลูกค้า แนะนำให้ลดการลงทุนในหุ้นของ ซัมซุง, เอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) และ ไมครอน โดยให้เหตุผลว่า "การปรับตัวขึ้นที่แคบและกระจุกตัวเฉพาะหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ได้สิ้นสุดลงแล้ว" และ 'โมเมนตัม' ของกำไรได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว พร้อมกับมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะเกิดการปรับฐานเพิ่มเติม
การแนะนำครั้งนี้เรียกเสียงฮือฮาเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2021 มอร์แกน สแตนลีย์เคยออกบทวิเคราะห์ชื่อดังที่ทำเอาตลาดช็อกด้วยหัวข้อ "Memory, Winter is Coming" (หน่วยความจำ ฤดูหนาวกำลังมา) คราวนี้พวกเขาจึงย้ำอีกครั้งว่า "การ Rally ที่นำโดยเซมิคอนดักเตอร์กำลังจะจบลง" พร้อมแนะนำลูกค้าให้เก็บกำไร
ตามรายงานของ โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม กองทุนเฮดจ์ฟันด์ในสหรัฐฯ ขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4 แล้ว ทำให้หุ้นกลุ่มชิปและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกลายเป็นกลุ่มที่ถูกขายสุทธิมากที่สุดในตลาดสหรัฐฯ
การลดความเสี่ยงของสถาบันเหล่านี้หมายความว่าตลาดหุ้นกลุ่มชิปนั้นเปราะบางมาก่อนแล้ว ก่อนที่ซัมซุงจะประกาศผลประกอบการเสียอีก ข้อมูลจากโกลด์แมน แซคส์ยังเผยให้เห็นว่ามีการขายสุทธิในกลุ่มนี้ติดต่อกัน 8 วันทำการ และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยในสหรัฐฯ ที่ถูกขายสุทธิมากที่สุดในช่วง 4 สัปดาห์ดังกล่าว
ไมครอน, ซัมซุง และ เอสเค ไฮนิกซ์ ต่างร่วงลงมากกว่า 20% จากจุดปิดสูงสุดล่าสุด ซึ่งเข้าข่ายนิยามทางเทคนิคของ 'ภาวะตลาดหมี' สำหรับหุ้นกลุ่มหน่วยความจำ
ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (SOX) ร่วงลงกว่า 6% ซึ่งเป็นการเร่งการปรับฐานที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน โดยรวมแล้ว มูลค่าตลาดของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หายไปถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน
หุ้นรายตัวอื่นๆ เช่น อินเทล (Intel), เอเอ็มดี (AMD), ไมครอน, เวสเทิร์น ดิจิตอล (Western Digital), แซนดิสก์ (SanDisk) และ แอสเทรา แล็บส์ (Astera Labs) ต่างร่วงลงอย่างหนักในการเทขายครั้งใหญ่ครั้งนี้ โดยเฉพาะซัมซุง มูลค่าตลาดหายไปกว่า 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในวันเดียว
กำไรที่ทำลายสถิติของซัมซุงเป็น 'ตัวเลขในอดีต' ที่น่าทึ่ง แต่ตลาดกลับมองว่าเป็น 'สัญญาณพีค' มากกว่า 'สัญญาณเติบโต' เมื่อตัวเลขกำไรออกมา แม้จะดีเยี่ยม แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะสู้กระแสความกลัวรอบพีค คำแนะนำขายของ Morgan Stanley และแรงขายสะสมของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ดำเนินมา 4 สัปดาห์ติดต่อกันได้ทันที
ความขัดแย้งระหว่าง 'กำไรสถิติใหม่' และ 'หุ้นดิ่งเหว' จึงไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด แต่มันคือภาพสะท้อนของตลาดที่ 'คิดราคา' การเติบโต (Boom) ไว้ล่วงหน้าแล้ว และตอนนี้ก็กำลัง 'คิดราคา' การเปลี่ยนผ่าน (Turn) เข้าสู่รอบถัดไป